Tuesday, November 11, 2008

สูตรลดน้ำหนักหลังคลอด

เกิดเป็นหญิงแท้จริงแสนลำบาก คู่แต่งงานหลายคู่ เมื่อแต่งกันแล้วแน่ละใครบ้างหละไม่อยากจะมีพยานรักตัวน้อยๆเอาไว้เชยชม แต่แหม กว่าจะได้เชยชมนี่ เล่นเอาผู้ที่กำลังจะเป็นแม่ หนาวกันเป็นแถบๆ ไม่ใช่อะไรหรอก ก็รูปร่างอันสะโอดสะอง ที่อุตส่าห์ อดมื้อกินมื้อเพื่อความสวยนี่สิ มันจะมลายหลายไปในพริบตาชั่วเวลาไม่กี่เดือน ไหนจะผิวพรรณ ที่ผุดผ่องจะต้องมีคราบไคลที่ขัดเท่าไหร่ก็ไม่ออก อีกหน้าตาที่เคยเปล่งปลั่ง ก็ต้องบวมจมูกบาน โอ้ย! นึกแล้วน่าใจหาย คลอดไปแล้วก็ไม่รู้จะกลับมาสวยได้เหมือนเดิม กินน้อยๆ เพื่อรักษาหุ่นจะดีมั้ยน้า

อย่าเชียวนะ คุณที่กำลังจะเป็นแม่ทั้งหลาย อย่าคิดเช่นนี้ การตั้งครรรภ์ไม่ได้น่ากลัวอย่างนั้นนะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับคุณจะค่อยๆหายไปภายใน 6 เดือนหลังคลอด สอบถามจากคุณ"วาว" คุณแม่ที่รู้จักกัน ตอนท้องเธอน้ำหนักขึ้นถึง 24 กิโล หลังคลอดมาแล้ว 3 เดือน ลดลงไปตั้ง 20 กิโล ไปกระซิบถามมาให้แล้วค่ะ ว่าเธอมีวิธีรีดน้ำหนักออกได้อย่างไร

เรามาเริ่มดูกันตั้งแต่หลังที่ลูกน้อยคลอดออกมาเลยดีมั้ย เมื่อคลอดมาแล้วเธอไปชั่งน้ำหนักช่างน่าตกใจลงไปแค่ 5-6 กิโลเอง นั่นคือน้ำหนักของตัวเด็กและรก แต่ไม่ต้องตกใจนะ เพราะตอนนั้นตัวคุณแม่เองทั้งพอง ทั้งบวม มันจะยุบลงอีกค่ะ พอกลับมาบ้านแล้ว ต้องควบคุมอาหารอย่างจริงจัง อาหารทอดทั้งหลายควรหลีกเลี่ยง เปลี่ยนมาเป็นพวก นึ่ง ต้ม ปิ้ง ย่าง จะดีกว่า อ้อ ไม่ใช่เอาเนื้อติดมันอย่างเสือร้องไห้มาย่างหละ อันนี้ไม่ได้ผลนะคะ พวกมันๆ หรือหนังทั้งหลาย เขี่ยทิ้งให้หมด ไม่งั้นไม่สวยนะ ทานพวกโปรตีน วิตามิน เกลือแร่เยอะๆ ทานข้าวน้อยๆ หนักกับข้าวไว้ ผลไม้ กินเข้าไป ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายด้วยค่ะ แล้วนมอย่าลืม ต้องเป็นนมพร่องมันเนย ไขมันต่ำนะคะ ทานน้ำเยอะๆด้วยนะ และที่สำคัญยิ่ง ควรให้ลูกทานนมแม่ด้วย น้ำหนักลงเร็วแน่นอน (เทคนิคเล็กๆก่อนให้นมลูกสัก 10 นาที ให้ดื่มน้ำเยอะๆ) นอกจากทานอาหารแล้ว ก็ต้องมีการออกกำลังกายด้วยค่ะ จำไว้ว่า ร่างกายของคุณยังไม่ปกติดีเหมือนคนทั่วไป ต้องมีการพักฟื้น ควรเริ่มจากการยืดเส้นยืดสายสบัดแขนสบัดขาไปก่อนอย่าไปหักโหมมาก จะเจ็บตัวเปล่าๆ และต้องทำตัวให้กระฉับกระเฉงตลอดเวลาด้วยนะคะ ดิฉันมีวิธีบริหารส่วนต่างๆที่คุณแม่ทั้งหลายต้องมีปัญหานำไปปฎิบัติกันค่ะ

ส่วนแรกคือหน้าท้อง

ขั้น แรก นอนราบกับพื้น ยกขาชันเข่าขึ้น มือวางไว้ที่ท้ายทอย จากนั้นพยายามยกศรีษะขึ้นจากพื้นช้าๆ และลงราบกับพื้นให้ท้องแบนราบเลยนะคะ แล้วค่อยยกขึ้นใหม่ ทำอย่างนี้ 10 ครั้งค่ะ ถ้าร่างกายคุณแข็งแรงพอแล้วค่อยเพิ่มค่ะ และเมื่อคุณเริ่มแข็งแรงพอแล้ว ให้ทำในท่าเดิมแต่ยกเป็น 2 จังหวะ คือเมื่อยกแล้วให้หยุดแล้วยกต่อจังหวะที่สองจากนั้นก็วางศรีษะลง ทำ 10 ครั้งเมื่อแข็งแรงก็เพิ่มได้ค่ะ

และท่าสุดท้ายสำหรับการบริหารหน้า ท้อง อาจจะยากสักหน่อยนะคะ เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องจริงๆ ให้นอนราบกับพื้น ยกขาขึ้นชันเข่า มือประสานไว้ที่ท้ายทอย ยกตัวขึ้นนับ 1 บิดไปทางขวานับ 2 บิดไปทางซ้ายนับ 3 หยุด แต่อย่าเพิ่งเอาหัวลงนะคะ ยกขึ้นมาอีกครั้งนับ 4 แล้วจึงวางหัวราบลงกับพื้น ท่านี้ไม่ขอจำกัดค่ะ ให้คุณทำเท่าที่คุณทำได้ ** การบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง สำคัญคุณต้องเกรงหน้าท้อง และยกหัวขึ้นด้วยลำตัว อย่ายกมันด้วยมือที่อยู่ตรงท้ายทอย เพราะมันจะทำให้การออกกำลังกายของคุณไม่ได้ผลค่ะ **

ท่าบริหารต้นขา

ยืน ตรง แยกขาออกพอย่อตัวลงได้ จากนั้นย่อตัวลงแตะพื้น อะ..อะ ไม่ใช่การก้มตัวไปเหมือนท่านักวิ่งนะคะ ให้ย่อตัวลง หลังตรงค่ะ ท่านี้ทำแล้วจะปวดขา แต่มันได้ผลนะคะ ทำ 10 ครั้งค่ะ

ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว รับรองค่ะ 3 เดือนหลังคลอดเห็นผลแน่นอน..

Monday, November 10, 2008

สูตรการชงกาแฟ

Macchiato

รูปภาพของ Macchiato

Macchiato สื่อถึงความหมายที่บอกถึงบางสิ่ง “มีจุด” ที่อยู่ใน Espresso ที่เป็นจุดที่จากฟองนมนั่นเอง ตั้งแต่แรกเห็น Macchiato จะมีลักษณะที่คล้ายกับ Cappuccino แก้วเล็ก แม้ว่าส่วนผสมที่ใช้ในการทำจะเหมือนกัน แต่สำหรับ Macchiato จะมีกลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นมากกว่า

ส่วนผสมในการทำ Macchiato

  • นม เศษหนึ่งส่วนสิบลิตร
  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล และ/หรือ ผงโก้โก้ (ขึ้นอยู่กับรสชาติที่คุณต้องการ)

การทำ Espresso (ปริมาตรประมาณ 70 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • ใส่ฟองนมลงในถ้วยกาแฟ espresso
  • วางแก้วกาแฟใต้ท่อจ่ายกาแฟ และกดปุ่มเลือก espresso
  • โปรยด้วยผงโก้โก้ เพื่อการตกแต่งที่สวยงาม

รูปภาพของ Caffè Latte ขนาดใหญ่

Caffè Latte เป็นกาแฟที่แตกต่างออกไปด้วยวิธีการเติมนม และ Caffè Latte ที่ดีคือ espresso หลังจากนั้นใส่นมร้อนบน espresso และผลลัพธ์ที่ได้คือฟองนมอันน้อยนิดที่ทำให้ Caffè Latte เป็นกาแฟที่น่าชวนมองอย่างยิ่ง Caffè Latte จะถูกเสิร์ฟด้วยการใช้แก้วที่มีขนาดใหญ่กว่าแก้วที่ใช้ในการทำ Cappuccino

ส่วนผสมในการทำ Caffè Latte

  • นม (ประมาณ เศษ1.5 ส่วนสิบ)
  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วกาแฟ (ปริมาตรประมาณ 160 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • ใช้นมที่ให้ความร้อน ¾ แก้ว (ไม่เหมือนกับการทำครีมฟอง เพราะนมจะถูกผสมด้วยการใช้อากาศให้น้อยที่สุด)
  • วางแก้วกาแฟใต้ช่องปล่อยกาแฟ และกดปุ่มเลือกการทำ espresso

Cappuccino

ต้นตำรับการทำกาแฟสไตล์อิตาเลียน ประกอบด้วย Espresso ปริมาณ 1/3 นมร้อน และครีมนมที่ทำให้กาแฟดูน่าดื่มมากขึ้น และแต่งแต้มด้วยการเติมผลโก้โก้อีกนิดหน่อย

ส่วนผสมในการทำ Cappuccino

  • นม เศษหนึ่งส่วนสิบลิตร
  • เมล็ดกาแฟ
  • ผงโก้โก้
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

ถ้วยกาแฟสำหรับ Cappuccino (ปริมาตรโดยประมาณ 140 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • การให้ความร้อนแก่ฟองนมหรือนม เพื่อเริ่มให้อากาศได้เข้าไปในนมได้เพียงนิดหน่อย เป็นเพียงการทำให้นมมีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ถ้าคุณต้องการฟองครีมมากขึ้น คุณอาจจะทิ้งไว้นานขึ้นก็ได้
  • วางแก้วกาแฟใต้ท่อจ่ายกาแฟ และกดปุ่มสั่งให้มีการจ่ายกาแฟ espresso

Espresso

Espresso สูตรนี้เป็นสูตรดั้งเดิมอย่างแท้แน่นอนที่มาจากประเทศอิตาลี เพื่อการเตรียมอย่างถูกต้องและครบครัน ควรมีการใช้น้ำร้อนที่ใช้เพื่อการกลั่นกาแฟเป็นเวลานานถึง 25 วินาที แล้วกาแฟ Espresso ของคุณก็จะเต็มไปด้วยครีมฟองที่อยู่กันอย่างหนาแน่นที่จะทำให้คุณได้รสชาติอย่างแท้จริงของกาแฟ

ส่วนผสมของการทำ Espresso

  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วกาแฟ Espresso (ปริมาตรโดยประมาณ 70 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • กดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำการจ่าย espresso

Lungo

Lungo เป็นกาแฟ espresso ที่มีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น แต่ว่าใช้ปริมาณกาแฟบดที่เท่าเดิมเหมือนกับการทำ espresso แต่ว่าจะใช้น้ำในการกลั่นมากกว่าเท่านั้น

ส่วนผสมในการทำ Lungo

  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วกาแฟ Espresso (ปริมาตรโดยประมาณ 70 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • กดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำการจ่าย Lungo

รูปภาพของ Ristretto ขนาดใหญ่

ไม่มีอะไรที่จะน้อยไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้ายิ่งคุณไปทางใต้ด้วยแล้ว การใช้น้ำในการทำก็ยิ่งน้อยลงไปอีก น้ำที่ใช้ในการทำ Ristretto จะถูกใช้เพียงครึ่งเดียวของการทำ espresso ในขณะที่ใช้ปริมาณกาแฟจำนวนที่เท่ากัน และสิ่งนี้เองที่ทำให้ Ristretto มีกลิ่นหอมของกาแฟอย่างเข้มข้น

ส่วนผสมในการทำ Ristretto

  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วกาแฟ Espresso (ปริมาตรโดยประมาณ 70 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • กดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำการจ่าย espresso

Coffee-Crème

Coffee-Crème เป็นสูตรกาแฟจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คำว่า “Schümli” เป็นคำที่รู้กันดีในฐานะ ภาษาพูดที่เป็นที่นิยมกันทั่วไป เพราะสีครีมอ่อนนั่นเอง การทำ Coffee-Crème จะใช้น้ำมากกว่าการทำ espresso ดังนั้นเพื่อที่จะได้รสชาติที่ดีในการดื่ม Coffee-Crème นั้นจะเหมาะกับกาแฟที่มีผ่านการคั่วอย่างเบาบาง

ส่วนผสมในการทำ Coffee-Creme

  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)
  • ครีมกาแฟ (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วที่มีขนาดใหญ่ (ปริมาตรโดยประมาณ 140 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • กดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำการจ่าย coffee
Source:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=13622

วิธีทำน้ำจิ้มลูกชิ้น

ส่วนผสม

๑.พริกขี้หนูแห้ง ๒๐ เม็ด
๒.น้ำปลา ๑๒ ช้อนโต๊ะ
๓.น้ำตาลปี๊บ ๖ ช้อนโต๊ะ
๔.น้ำส้มสายชู ๖ ช้อนโต๊ะ

วิธีปรุง

นำพริกขี้หนูแห้งมาคั่วให้หอม แล้วโขลกจนละเอียด ผสมน้ำปลา น้ำส้มสายชู น้ำตาลปี๊บ
ใส่หม้อเคี่ยวจนเป็นยางเหนียว ยกลงพักไว้ให้หายร้อน

เกร็ดความรู้ ประโยชน์ของการดื่มชา

ใครคิดว่าชาไม่มีประโยชน์ ต้องคิดใหม่แล้วหล่ะค่ะ

  1. ชาช่วยปกป้องกระดูก ไม่ให้หักหรือเปราะง่าย
  2. ชาช่วยทำให้คุณยิ้มหวาน เพร าะชามีสารฟลูโอโรด์ที่ช่วยป้องกันการเกิดหินปูน แต่ต้องดื่มชาเพียวๆนะ ไม่ใช่ น้ำชาใส่นมหรือใส่น้ำตาล
  3. น้ำชาไม่มีแคลอรี จึงไม่ต้องกลัวอ้วน

ใครที่ไม่เคยดื่มชา หาน้ำชาติดบ้าน ไว้สักนิดนะคะ

Source:http://www.sakid.com/2008/08/14/8373/


สูตรทำขนม ลูกชุบ

สูตรทำขนม ลูกชุบ

ขนมลูกชุบ มีวิธีทำง่ายๆคือ

เครื่องปรุง

  • ถั่วเขียวนึ่งสุกบดละเอียด 1 กิโลกรัม, น้ำตาลทราย 2 1/2 ถ้วยตวง, หัวกะทิ (มะพร้าว 400 กรัม) 1 ถ้วยตวง, สีผสมอาหารสีต่างๆ

ส่วนที่ชุบ

  • วุ้นผง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำ 2 1 /2 ถ้วยตวง, น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. ผสมถั่วบด น้ำตาลทราย กะทิ เข้าด้วยกัน ยกขึ้นตั้งไฟ
  2. กวนด้วยไฟอ่อนๆ จนล่อนจับกันไม่ติดกระทะ
  3. พักถั่วกวนไว้ให้เย็น นำมาปั้นเป็นรูปผลไม้ต่างๆตามต้องการ เสียบไม้ไว้
  4. ใช้พู่กันจุ่มสีระบายลงบนขนมที่ปั้น โดยระบายเลียนแบบของจริง ทิ้งไว้ให้แห้งจึงนำไปชุบวุ้น
  5. ผสมวุ้นกับน้ำยกขึ้นตั้งไฟ ให้ละลายก่อนจึงใส่น้ำตาลทราย เคี่ยววุ้นจนข้น
  6. เอาขนมที่ปั้นแล้วเสียบไม้ ลงชุบวุ้นครั้งเดียวให้ทั่ว ทิ้งไว้จนแห้งแล้วชุบอีก ทำเช่นนี้ประมาณ 3- 4 ครั้ง จะชุบแต่ละครั้งต้องให้เย็น วุ้นแข็งตัวก่อนทุกครั้ง
  7. เมื่อวุ้นแข็งจึงเอาไม้เสียบออก ตกแต่งด้วยก้านและใบให้สวยงาม
Source:http://www.sakid.com/2007/03/05/5945/

Thursday, November 6, 2008

5 วิธีง่าย ๆ ในการลดความอ้วน

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่พยามยามลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน และไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะอาจทำให้คุณรับประทานอาหารมื้อถัดไปมากขึ้น ที่สำคัญควรรับประทานประเภทผักใบเขียว เพราะจะมีใยอาหารอยู่มาก
  2. พยายามดื่มน้ำก่อนอาหาร เพื่อถ่วงกระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หรือเลือกรับประทานใยอาหารก่อนอาหารประมาณครั้งชั่วโมงแทน
  3. เพื่อผลทางจิตวิทยา ควรใช้ภาชนะเล็ก ลง โดยมีปริมาณอาหารเท่าเดิมเพื่อให้ดูว่ามีอาหารมากขึ้น และควรใช้ช้อนขนาดเล็กเพื่อจะได้รับประทานช้าลง ที่สำคัญควรฝึกเคี้ยวช้า ๆ จะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และรู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น
  4. หาเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสมมากขึ้น มัก มีความเชื่อผิด ๆ กันว่า การออกกำลังกายมากขึ้นจะทำให้หิวเร็งและรับประทานอาหารมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ไม่ได้ออกกำลังกายจะทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย จึงมักขจัดความเยื่อนี้ด้วยการรับประทาน การออกกำลังกายจึงเป็นวิธีช่วยลดความเบื่อหน่าย และเพิ่มการใช้พลังงานเพื่อเผาผลาญไขมันสะสมให้ลดน้อยลง
  5. สร้างสิ่งจูงใจ หรือทัศนคติดี ๆ ต่อพฤติกรรมใหม่ ๆ เช่น การเขียนข้อความเกี่ยวกับการลดความอ้วน หรือชุดสวย ๆ ในสมัยก่อนที่เคยใส่ได้ เพื่อให้เห็นถึงเป้าหมาย และสามารถกระตุ้นหรือจูงใจให้มีความพยายามมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด พยายามพักผ่อนให้มาก ๆ ไม่มีประโยชน์เลย ถ้ามีรูปร่างที่สวยงามอย่างที่ต้องการ แต่ต้องอาศัยอยู่ในโรงพยาบาล เนื่องจากสุขภาพไม่ดี

ซุปสูตรลดความอ้วน

ซุปสูตรลดความอ้วน

เซลอรี 1 ต้น
กะหล่ำปลี
หอมหัวใหญ่ 6 หัว
พริกยักษ์ 1 เม็ด
มะเขือเทศ 4 ลูก

หั่นใส่รวมกัน ใส่น้ำพอท่วมผัก เติมพริกไทย เกลือ ซอสพริก เพื่อเพิ่มรสชาติ ต้มจนเปื่อย

วิธีทำเสต็ก

ลองดูนะครับง่ายมากสูตรนี้

เนื้อหรือหมู สัก 500 กรัม
Maggi 10 ช้อนโต๊ะ
พริกไทย 2 ช้อนโต๊ะ

เอาMaggi กับพริกไทยหมักเนื้อหรือหมูไว้ครึ่งวัน แล้วไปทอดหรือย่างตามชอบ แค่นี้แหละครับวิธีทำเสต็กง่ายๆของผม

เครื่องเทศครัวไทย

เครื่องเทศครัวไทย



อาหารไทยหลากหลายเมนูมีส่วนประกอบไปด้วยสมุนไพรและเครื่องเทศ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยแล้ว ทั้งนี้สมุนไพรและเครื่องเทศแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันที่รสชาติ กลิ่น และสีสัน ตลอดจนสรรพคุณที่จำแนกแยกย่อยกันออกไป

หลายคนสงสัยว่าสมุนไพรกับเครื่องเทศแตกต่างกันอย่างไร จริงๆ แล้ว เครื่องเทศทุกชนิดเป็นสมุนไพรแต่สมุนไพรไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องเทศ ดังนั้นไม่ว่าสมุนไพรสดหรือสมุนไพรแห้งก็เป็นเครื่องเทศได้ แต่ “สมุนไพร” ที่จัดอยู่ในกลุ่ม ”เครื่องเทศ” จะต้องเป็นพืชที่มีน้ำมันหอมระเหย (Aromatic Plant) อยู่ในตัวเอง เมื่อนำเครื่องเทศมาคลุกเคล้ากับอาหาร น้ำมันหอมระเหยจากเครื่องเทศจะถูกขับออกมาเจืออยู่ในอาหาร ส่งกลิ่นหอมช่วยชูกลิ่นให้อาหารชวนกินยิ่งขึ้น แถมยังดับกลิ่นไม่พึงปรารถนาของเนื้อสัตว์และส่วนผสมอื่นๆ ในอาหารนั้นๆ ด้วย และในน้ำมันหอมระเหยยังมีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียที่อยู่ในอาหาร ช่วยให้อาหารไม่บูดเน่าง่าย ซึ่งเป็นสรรพคุณเฉพาะตัวของพืชสมุนไพรที่ได้ชื่อว่า “เครื่องเทศ” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า เครื่องเทศ ว่า “ของหอมฉุนและเผ็ดร้อนที่ได้มาจากพืช โดยมากมาจากต่างประเทศ สำหรับใช้ทำยาไทยและปรุงอาหาร เช่น ลูกผักชี ยี่หร่า”

เครื่องเทศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “เครื่องเทศสด” และ”เครื่องเทศแห้ง” เครื่องเทศสด ได้แก่ พืชสวนครัวที่มีน้ำมันหอมระเหยในขณะที่ยังสดอยู่ และจะค่อยๆ ระเหยจางไปกับความแห้ง เช่น ผักชีฝรั่ง โหระพา แมงลัก ขึ้นฉ่าย กะเพรา สะระแหน่ ขิง ข่า หอมแดง ใบมะกรูด ตะไคร้ สำหรับเครื่องเทศแห้งนั้นจะให้น้ำมันหอมระเหยเมื่อแห้ง และยิ่งหอมมากขึ้นเมื่อได้รับความร้อน ซึ่งจะกระตุ้นให้คายกลิ่นหอมออกมา ได้แก่ อบเชย จันทน์เทศ โป๊ยกั๊ก มะแข่น กระวาน พริกไทยดำ ดีปลี กานพลู ยี่หร่า แต่ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเทศสดหรือแห้งต่างก็มีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยกลบกลิ่นไม่พึงปรารถนา และยังช่วยชูกลิ่นให้อาหารชวนกิน
กลุ่มเครื่องเทศแห้ง

อบเชย เปลือกไม้สีน้ำตาลที่ย่างไฟจนส่งกลิ่นหอม นิยมใส่ในแกงมัสมั่นและอาหารประเภทต้มหรือตุ๋นเนื้อสัตว์ต่างๆ เพื่อลดความคาว สรรพคุณแก้อ่อนเพลีย ชูกำลัง ขับลม บำรุงธาตุ

มะแข่น เรียกอีกชื่อว่า “พริกหอม” เป็นเครื่องเทศพื้นเมืองทางภาคเหนือ กลิ่นหอม นิยมนำมาปรุงอาหารประเภทลาบ ช่วยดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี สรรพคุณขับลมในลำไส้ ขับปัสสาวะ

จันทน์เทศ ผลกินได้ทั้งดิบและแช่อิ่ม ในเม็ดจันทน์เทศมีสารที่ออกฤทธิ์กระตุ้น จึงไม่ควรกินมากเพราะอาจเป็นอันตรายได้ สรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ขับลม แก้ร้อนใน บำรุงโลหิต แก้ปวดมดลูก

ดอกจันทน์เทศ เยื่อบางๆ ที่หุ้มเมล็ดเรียกว่า “รก” กลิ่นหอมฉุน ใช้ปรุงอาหารและทำยาไทย สรรพคุณบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ ขับลม

โป๊ยกั๊ก หรือที่รู้จักกันว่า “จันทน์แปดกลีบ” มักใส่ในพะโล้ สรรพคุณขับลมและขับ

เสมหะ

พริก ประกอบอาหารได้ทั้งสดและแห้ง รสเผ็ด สรรพคุณขับเสมหะ แก้ไอ

มะแหลบ เครื่องเทศทางภาคเหนือที่นิยมใส่ในแกงแค ลาบ เพื่อดับกลิ่นคาว

เมล็ดเทียนข้าวเปลือก รสเผ็ด ใส่ในการดองผัก ทำอาหารประเภทเนื้อ ซอส และใส่เครื่องแกงเพื่อช่วยดับกลิ่นคาว สรรพคุณช่วยขับลม บำรุงกำลัง

เทียนสัตตบุษย์ มีกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อนเล็กน้อย นิยมใช้แต่งกลิ่นอาหาร โดยเฉพาะเครื่องดื่มและเหล้า สรรพคุณแก้ลมครรภ์ แก้หอบ แก้สะอึก

ยี่หร่า กลิ่นหอมแรง รสเผ็ดร้อน นิยมใส่ผสมกับเครื่องแกงกะหรี่ มัสมั่น เพื่อชูรสชูกลิ่น สรรพคุณขับเสมหะ ขับระดูขาว

ลูกกระวาน กลิ่นหอมคล้ายการบูร ใช้ผสมในน้ำพริกแกงเผ็ด แกงกะหรี่ มัสมั่น และมักนำไปคั่วและบุบก่อนนำไปปรุง สรรพคุณแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยอาหาร

ดีปลี กลิ่นฉุน รสเผ็ด เป็นเครื่องเทศสำหรับปรุงแต่งรสชาติและถนอมอาหารไม่ให้บูดง่าย สรรพคุณช่วยขับเสมหะและรักษาโรคหลอดลมอักเสบ

กานพลู เป็นพืชพื้นเมืองของหมู่เกาะโมลุกกะ ส่วนที่นำมาปรุงอาหารคือก้านและดอก ช่วยให้อาหารไม่บูดง่าย สรรพคุณช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

เร่ว ภาคอีสานเรียก “หมากเนง” นำมาปรุงอาหารประเภทเนื้อจำพวกแกงป่า ผัดเผ็ดป่า ต้มเนื้อ พะโล้ ก๋วยเตี๋ยวเลียง เพราะช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี

พริกไทยดำ คือพริกไทยที่นำไปตากแดดให้แห้งจนเปลือกกลายเป็นสีดำ สรรพคุณช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ

พริกไทยขาว คือพริกไทยดำที่ล่อนเปลือกแล้ว มีกลิ่นฉุน รสเผ็ดร้อน มีสรรพคุณเช่นเดียวกับพริกไทยดำ

ลูกผักชี ใช้ผสมในเครื่องแกง สรรพคุณขับลม ขับปัสสาวะ และบำรุงธาตุ

ผงขมิ้น นิยมแต่งสีอาหาร เช่น แกงไตปลา คั่วกลิ้ง แกงเหลือง สรรพคุณบำรุงธาตุ ฟอกโลหิต แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
กลุ่มเครื่องเทศสด

ผักชี ประโยชน์มีมากตั้งแต่รากถึงใบ เพิ่มกลิ่นหอมในอาหาร และช่วยแต่งหน้าอาหารให้ดูน่ากิน

ผักชีลาว ใบฝอยกว่าผักชีธรรมดา คนอีสานนิยมนำมาปรุงอาหารประเภทปลา สรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ แก้เสมหะพิการ

ผักชีฝรั่ง กลิ่นหอม ช่วยดับกลิ่นคาว นิยมแต่งกลิ่นหอมในต้มยำ พล่า และยำ

ต่างๆ

ต้นหอม กลิ่นหอม นิยมกินสดแกล้มกับข้าวหมูแดง เปาะเปี๊ยะสด และซอยใส่ในอาหารต่างๆ เช่น ลาบ ยำ ในต้นหอมมีน้ำมันหอมระเหยที่เป็นกำมะถันซึ่งมีรสเผ็ดร้อน แสบจมูก เคืองตา

ขึ้นฉ่าย เป็นไม้เมืองหนาว นิยมใส่อาหารเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เช่น ปลานึ่ง ยำ ผัด ก๋วยเตี๋ยว

กะเพรา รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ที่รู้จักกันดีคือผัดกะเพรา สรรพคุณขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ขับลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องเสีย

แมงลัก นิยมใส่ในแกงเลียง กินแกล้มขนมจีนน้ำยา กลิ่นหอม และใช้เข้าเครื่องยาเพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น

โหระหา กลิ่นหอม รสเผ็ดร้อนแต่อ่อนกว่ากะเพรา นิยมใส่ในแกงเขียวหวาน ก๋วยเตี๋ยวเรือ เพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอม

ตะไคร้ นิยมใส่ในเครื่องน้ำพริกแกง ยำ พล่า ต้มยำ หรือต้มน้ำดื่ม สรรพคุณช่วยขับลม

มะกรูด ใช้ประโยชน์ได้ทั้งใบและผล ใบใส่อาหารดับกลิ่นคาว เช่น ต้มยำ ต้มข่า ต้มแซบ ส่วนน้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยวและมีกลิ่นหอม ทางภาคเหนือนิยมใช้แทนมะนาว และใช้ปรุงรสเปรี้ยวในแกงเทโพ แกงส้ม น้ำพริกน้ำยา สำหรับผิวมะกรูดใช้ปรุงน้ำพริกแกง และมีสรรพคุณขับลมในลำไส้ ขับระดู ส่วนน้ำมะกรูดมีสรรพคุณขับเสมหะ ฟอกโลหิตระดู ขับลมในลำไส้ และใช้ถนอมอาหารไม่ให้เน่าบูด

ใบสะระแหน่ ภาคเหนือเรียก “หอมต่วน” ภาคใต้เรียก “มักเงาะ” กลิ่นหอม นิยมใส่ในยำ พล่า

พริกไทยสด หรือเรียกว่า พริกไทยอ่อน นิยมใส่ในผัดเผ็ด ผัดฉ่า ผัดปลาดุก ผัดปลาไหล ให้ความเผ็ดจัดถึงใจ สรรพคุณขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ

พริกสด มีหลายชนิด ทั้งพริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกหวาน ซึ่งมีความเผ็ดที่ต่างกัน นิยมแต่งรสเผ็ดในอาหาร ผัดเผ็ด น้ำพริกแกง และแต่งหน้าอาหารให้มีสีสันน่ากิน สรรพคุณขับเสมหะ แก้ไอ

ขิง รสเผ็ดร้อน ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำพริกแกงเพื่อเพิ่มความหอมและดับกลิ่นคาว หรือต้มน้ำกินกับเต้าฮวย ถ้าเป็นขิงอ่อนนิยมกินเป็นผัก เช่น ซอยโรยหน้าโจ๊ก ใส่ในไก่ผัดพริก สรรพคุณขับลม แก้ไข้ แก้จุกเสียด ขับเสมหะ บำรุงธาตุ

ข่า ส่วนที่ใช้คือรากหรือเหง้า ใส่ในอาหารประเภทต้มยำ ต้มข่า ต้มแซบ หรือในน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว หรือโขลกละเอียดผสมในลาบปลาดุก ลาบหมู ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี สรรพคุณช่วยขับลม เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้ปวดท้อง แก้บิด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

กระชาย รสเผ็ดร้อนและขมเล็กน้อย นิยมใส่ในแกงที่มีเนื้อสัตว์กลิ่นคาวเป็นส่วนประกอบ เช่น ปลา เนื้อวัว ซึ่งช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี หรือใช้เป็นเครื่องปรุงเพิ่มความหอม เช่น ขนมจีนน้ำยา แกงป่า สรรพคุณแก้ปวดมวนท้อง แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงกำลัง

หอมแดง ใส่ในยำ ลาบ พล่า และเป็นส่วนผสมในน้ำพริกแกงต่างๆ หรือซอยบางๆ เจียวโรยหน้าขนมหม้อแกง ใส่ในน้ำปลาหวาน ไข่ลูกเขย กลิ่นหอมของหอมแดงช่วยดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ได้ มีสรรพคุณขับลม แก้ปวดท้อง แก้หวัดคัดจมูก

กระเทียม นิยมใส่ในผัดต่างๆ เช่น ผัดผักบุ้ง ผัดผักกระเฉด หรือเจียวให้เหลืองใส่ในก๋วยเตี๋ยว สรรพคุณขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ลดไขมัน

ขมิ้นสด เป็นเครื่องเทศยอดนิยมของคนภาคใต้ ส่วนที่ใช้ในการปรุงอาหารคือรากหรือเหง้า ช่วยแต่งสีเหลืองให้ดูน่ากิน เช่น แกงไตปลา คั่วกลิ้ง แกงเหลือง สรรพคุณแก้ท้องร่วง บำรุงธาตุ ฟอกโลหิต แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

........................................................................


ชูรสครัวไทยด้วยสมุนไพร

ความหมายของคำว่า “สมุนไพร” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คือ “ผลผลิตธรรมชาติ ได้จากพืช สัตว์ และแร่ธาตุ ที่ใช้เป็นยา หรือผสมกับสารอื่นตามตำรายา เพื่อบำบัดโรค บำรุงร่างกาย หรือใช้เป็นยาพิษ เช่น กระเทียม น้ำผึ้ง รากดิน (ไส้เดือน) เขากวางอ่อน กำมะถัน ยางน่อง โล่ติ๊น”

คนโบราณรู้จักรักษาตัวเองโดยพึ่งพาสมุนไพรเป็นยาชั้นเลิศมาช้านาน และยังใช้สมุนไพรเป็นอาหารเลิศรสในครัวไทยอีกด้วย โดยเฉพาะผักพื้นบ้านที่ขึ้นเองตามธรรมชาติและหาได้ง่ายตามป่าเขาลำเนาไพร ล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรทั้งสิ้น เช่น ยอบ้าน ชะอม ตำลึง กระถิน ขี้เหล็ก ผักกระเฉด ผักบุ้ง บัวบก สายบัว มะขาม สะเดา ตะลิงปลิง รวมไปถึงเครื่องเทศที่ใช้ปรุงกลิ่นและรสชาติ ล้วนแต่เป็นสมุนไพรทั้งสิ้น

สำหรับพืชผักสมุนไพรในครัวไทยที่สำคัญๆ มีดังนี้

ยอบ้าน กินได้ทั้งใบอ่อน ใบแก่ และผล ใบอ่อนนิยมลวกจิ้มน้ำพริก ใส่แกงเผ็ด แกงอ่อม หรือเป็นผักใส่รองกระทงห่อหมก ส่วนผลนั้นคนอีสานใช้ใส่ปรุงรสในส้มตำ สรรพคุณลดความร้อนในร่างกาย แก้ท้องร่วง

ชะอม กลิ่นฉุนคล้ายสะตอ ยอดและใบมีรสจืด นิยมใส่ในแกงคั่ว แกงหน่อไม้ แกงแค แกงลาว ลวกหรือชุบไข่ทอดกินกับน้ำพริก สรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย

ชะพลู ใบคล้ายใบพลู มีรสเผ็ดเล็กน้อย ยอดอ่อนและใบอ่อนสดใช้กินแกล้มกับลาบ ยำเมี่ยง คำ ไส้กรอกปลาแนม ข้าวยำ ถ้ากินสุกส่วนมากจะใส่ในแกงเผ็ด แกงป่า แกงคั่ว และแกงกะทิ (ภาคใต้) ส่วนใบมีสรรพคุณแก้ธาตุพิการ

ตำลึง ยอดอ่อนและใบอ่อนมีรสเย็น นิยมลวกหรือผัดน้ำมันเพื่อกินกับน้ำพริก ใส่แกงบะช่อ ใส่ก๋วยเตี๋ยว และยำ สรรพคุณลดไข้ แก้คลื่นไส้อาเจียน
มะเขือพวง ผลอ่อนมีรสขื่น กินเป็นผักสด ใส่น้ำพริก หรือใส่ในแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงแคก็ได้ สรรพคุณแก้ไอและขับเสมหะ

บวบเหลี่ยม นิยมนำไปลวกกินแกล้มกับน้ำพริก หรือใส่ในแกงเลียง ผัดบวบ มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ
มะระขี้นก นิยมกินกับน้ำพริก หรือซอยบางๆ นำไปต้มกับเกลือให้สุกแล้วผัดกับไข่ สรรพคุณเป็นยาระบาย แก้โรคลมเข้าข้อ เข่าบวม ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร

กระถิน ยอดและใบอ่อนมีรสมัน ส่วนเมล็ดอ่อนรสมันอมหวาน นิยมกินเป็นผักสดแกล้มน้ำพริกหรือแกงรสจัด สรรพคุณของเมล็ดกระถินเป็นยาถ่ายพยาธิ

ขี้เหล็ก มีให้กินกันตลอดทั้งปี แต่มีมากที่สุดในหน้าฝน ยอดอ่อนและดอกมีรสขม นิยมนำมาแกงกะทิ โดยนำมาต้มน้ำทิ้งก่อนสัก 2-3 ครั้งเพื่อลดความขมก่อนปรุงอาหาร สรรพคุณของใบขี้เหล็กช่วยขับปัสสาวะ ดอกตูมและใบอ่อนเป็นยาระบายอ่อนๆ และช่วยให้นอนหลับ

ผักกระเฉด รสมันเย็น กินได้ทั้งสุกและดิบ นิยมกินแกล้มกับน้ำพริก ทำยำผักกระเฉด แกงส้ม กินกับขนมจีนน้ำพริก สรรพคุณดับพิษร้อน ถอนพิษไข้

ผักบุ้ง ยอดอ่อนสดกินเป็นผักสดแกล้มน้ำพริก ส้มตำ ลาบ หรือจะนำมาผัดผักบุ้งไฟแดง แกงส้ม แกงคั่ว สรรพคุณถอนพิษเบื่อเมา

แคบ้าน ดอกคล้ายดอกถั่ว ขึ้นตามคันนา ออกดอกและใบอ่อนในฤดูฝน ยอดอ่อนและดอกมีรสหวานอมขมเล็กน้อย นิยมลวกจิ้มน้ำพริก ส่วนดอกนำไปแกงส้ม ต้มจืด ผัด แกงคั่ว แกงอ่อม

ชะมวง ยอดอ่อนและใบอ่อนมีรสเปรี้ยว มักปรุงอาหารประเภทต้มส้ม แกงอ่อม สรรพคุณช่วยระบายท้อง แก้ไข้ ขับเสมหะ

ใบบัวบก มีรสมันอมขม นิยมกินสดจิ้มน้ำพริก ผัดไทย กะปิคั่ว หมี่กรอบ หรือคั้นน้ำดื่ม สรรพคุณแก้ช้ำใน กระหายน้ำ แก้อ่อนเพลีย บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ

สายบัว คือส่วนก้านที่อยู่ใต้น้ำของดอกบัว รสจืดเย็น กินสดกับน้ำพริก ลาบ ยำ หรือจะทำเป็นผัดสายบัว ต้มสายบัว ใส่ในแกงส้ม ส่วนของรากบัวก็สามารถนำมาต้มน้ำดื่มแก้ร้อนในกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี

ผักแขยง ผักยอดนิยมของคนอีสานที่ขึ้นเองตามคันนา นาข้าว รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอมฉุน นิยมกินสดจิ้มแจ่ว ลาบ น้ำตก ซุบหน่อไม้ หรือปรุงเป็นแกงอ่อม ต้มส้ม สรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร ขับลม ลดไข้ แก้คัน ฝี กลาก และเป็นยาระบายอ่อนๆ

ผักปลัง ออกยอดตลอดทั้งปี ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อนมีรสจืดเย็น นิยมนำไปลวก ต้ม หรือนึ่งเป็นผักจิ้มน้ำพริก แกงส้ม แกงแค แกงอ่อม หรือผัดกับแหนม สรรพคุณแก้ขัดเบา แก้ท้องผูก

มะขาม ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน ฝักมะขามอ่อน ฝักแก่ มีรสเปรี้ยว ส่วนของยอดอ่อน ดอก และฝักเป็นทั้งผักและเครื่องปรุงรส เช่น ต้มโคล้ง ต้มส้ม ต้มกะทิ สรรพคุณของใบมะขามแก่ช่วยแก้บิด แก้ไอ เนื้อในฝักแก่แก้ท้องผูก แก้ไอ ขับเสมหะ แก้กระหายน้ำ

สะเดา ออกดอกและยอดมากในฤดูหนาว ยอดอ่อนและดอกมีรสขมจัด นิยมนำไปเผาไฟ ลวกหรือต้มสุกกินกับน้ำพริก น้ำปลาหวาน ดอกสะเดาช่วยบำรุงธาตุ ผลช่วยถ่ายพยาธิและแก้ริดสีดวง ใบแก้ไข้ทุกชนิด บำรุงธาตุ

ตะลิงปลิง ผลเป็นช่อยาวรี ผิวอ่อนมีสีเขียว รสเปรี้ยวจัด ออกมากในฤดูหนาว ผลอ่อนนิยมใส่เป็นเครื่องปรุงรสในแกงคั่ว ต้มยำ หรือหั่นฝอยกินแกล้มกับอาหาร สรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงกระเพาะอาหาร ลดไข้

เพกา ฝักใช้เป็นอาหาร มีรสขมอมหวาน ยอดอ่อนกินเป็นผักสดหรือต้มสุก กินกับน้ำพริก ลาบ ยำ ฝักอ่อนนำไปเผาให้สุก โดยให้ผิวนอกไหม้เกรียมแล้วขูดผิวในขณะที่ยังร้อนอยู่จะมีกลิ่นหอมน่ากิน นิยมกินกับน้ำพริก ฝักอ่อนจัดเป็นยาบำรุงธาตุ ขับลม



สมุนไพรบางชนิดสามารถนำมาสกัดน้ำเป็นสีผสมอาหาร ช่วยเพิ่มสีสันให้สวยงามน่ากินแลดเพิ่มกลิ่นหอมชวนกิน

สีเหลือง ได้จากขมิ้น ดอกคำฝอย ดอกโสน ลูกตาล ลูกพุด ใช้แต่งสีในอาหารให้มีสีเหลือง เช่น ข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ขนมเบื้องญวน แกงเหลือง ข้าวหมกไก่ แกงกะหรี่ ขนมขี้หนู บัวลอย ขนมตาล และผงมัสตาร์ด ขมิ้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องร่วง ส่วนดอกคำฝอยเป็นยาระบายอ่อนๆ ขับเหงื่อ ลดไขมันในเลือด

สีเขียว ได้จากใบเตย กลิ่นหอม นิยมแต่งสีอาหารให้มีสีเขียว เช่น ขนมขี้หนู ลอดช่อง ซ่าหริ่ม ขนมชั้น ใบเตยมีสรรพคุณบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น

สีแดง ได้จากกระเจี๊ยบ ฝาง คำแสด ครั่ง (แมลงตัวเล็กๆ อาศัยอยู่ตามต้นก้ามปู) ช่วยแต่งสีแดงในขนมชั้น ทับทิมกรอบ ขนมน้ำดอกไม้ ซ่าหริ่ม ไอศกรีม เนย น้ำมัน นอกจากนี้ยังใช้ย้อมผ้าได้อีกด้วย กระเจี๊ยบมีสรรพคุณขับปัสสาวะ ลดความดัน ช่วยให้ระบาย ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน สำหรับฝางเป็นยาบำรุงโลหิตสตรี ขับหนอง และทำให้โลหิตเย็น ส่วนครั่งช่วยบำรุงโลหิต แก้ไอ แก้บิด ละลายเสมหะ

สีน้ำเงิน ได้จากดอกอัญชัน หากบีบน้ำมะนาวลงไปนิดหน่อยจะกลายเป็นสีม่วง นิยมใช้แต่งสีในขนมเรไร ขนมขี้หนู ขนมน้ำดอกไม้ และช่อม่วง

สีดำ ได้จากกาบมะพร้าวเผาและดอกดิน นิยมใส่ในขนมเปียกปูน ขนมดอกดิน

Source:http://www.leksound.net/forum/index.php?PHPSESSID=a3f8a723562adb2cf7cc25850e1c8fa1&topic=22816.0

Sunday, November 2, 2008

ปวดศีรษะไมเกรน

ปวดศีรษะไมเกรน

สาเหตุของปวดศีรษะไมเกรน

สาเหตุที่แท้จริงของปวดศีรษะไมเกรนยังไม่มีใครทราบ

แต่เชื่อว่าสมองของผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนมีการไวในการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจจะอยู่นอกร่างกาย หรืออยู่ภายในร่างกายทำให้หลอดเลือดมีการอักเสบเมื่อหลอดเลือดขยายจึงปวดศีรษะ

อาการ

  • ปวดศีรษะมักจะปวดข้างเดียว อาจจะสลับซ้ายขวาได้ ลักษณะปวดเป็นแบบตุ๊บๆๆๆ น้อยรายที่จะปวดพร้อมกันสองข้าง ปวดมากจนทำงานไม่ได้
  • ปวดศีรษะมากจนทำงานไม่ได้ บางคนปวดจนน้ำตาไหล ส่วนใหญ่ปวด 4-72 ชั่วโมง
  • ปัจจัยที่ทำให้ปวดศีรษะมากขึ้นคือการเคลื่อนศีรษะ
  • หลังปวดศีรษะอาจมีอาการคลื่นไส้ ถ้าเป็นมากจะอาเจียน
  • โดยมากจะมีสิ่งที่กระตุ้นทำให้ปวดศีรษะได้แก่ แสงจ้า เย็นหรือร้อนจัด เสียงดัง
  • โดยมากเป็นในอายุน้อย

อาการปวดศีรษะมักจะเริ่มช่วงวัยรุ่นเมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดศีรษะจะดีขึ้น บางครั้งผู้ป่วยที่เป็นไมเกรนอาจจะมีอาการนำ aura เช่นเห็นแสงแลบ ตามองไม่เห็น ชาซีกใดซีกหนึ่งเราเรียก classic migrain อาการปวดมักปวดบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ขมับและขากรรไกร อาการปวดมักปวดข้างใดข้างหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการนำเรียก common migrain ไม่เกรนเป็นโรครักษาไม่หายขาดแต่ถ้าเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำสามารถทำให้ควบคุมโรคได้

ไมเกรนกับคุณผู้หญิง

ผู้หญิงและผู้ชายเป็นไมเกรนได้ทั้งสองเพศแต่ผู้หญิงจะเป็นบ่อยกว่า บางคนปวดขณะมีประจำเดือนและหายไปเมื่อตั้งครรภ์ ผู้ป่วยบางคนเมื่อรับประทานยาคุมกำเนิดจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงและถี่ขึ้น บางคนไม่เคยเป็นไมเกรนแต่หลังจากรับประทานยาคุมกำเนิดก็เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรน ทั้งนี้เนื่องจากยารักษาไมเกรนแต่ละชนิดจะมีส่วนผสมของเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนระดับต่างๆกัน อาจจะแก้ไขโดยการเปลี่ยนชนิดของยาคุมกำเนิดหรือใช้ยี่ห้ออื่น และเมื่อพบว่ายาคุมทำให้คุณปวดศีรษะเพิ่มขึ้นคุณควรไปปรึกษาแพทย์

สำหรับไมเกรนที่มีอาการนำเช่น ตาเห็นแสง ชาตามมุมปาก ตามนิ้วไม่ควรใช้ยาคุมกำเนิด สำหรับคนที่ไม่เคยมีอาการดังกล่าวหลังจากรับประทานยาคุมกำเนิดแล้วเกิดอาการนำดังกล่าวให้ปรึกษาแพทย์

ชนิดของไมเกรน

นอกจากไมเกรน 2 ชนิดดังกล่าว ยังมีไมเกรนอีกหลายชนิดดังนี้

  • Hemiplegic migraine มีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างหนึ่งเป็นระยะเวลาช่วงสั้นๆหรือบางคนอาจจะมีเวียนศีรษะ หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงจะมีอาการปวดศีรษะตามมา
  • ophthalmoplegic migraine ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะร่วมกับหนังตาตก เห็นภาพซ้อน
  • Basilar artery migraine ก่อนอาการปวดศีรษะผู้ป่วยจะมีอาการเวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้ เห็นภาพซ้อน
  • Status migrainosus ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะนานกว่า 72 ชั่วโมงและมีอาการมากกว่าปกติ

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยไมเกรนอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเท่านั้นการเจาะเลือด หรือการตรวจ x-ray เป็นเพียงช่วยวินิจฉัยแยกโรคเท่านั้น แพทย์จะซักประวัติเพื่อวินิจฉัย

  • แพทย์จะซักเกี่ยวกับอาการปวด ตำแหน่ง ความรุนแรง ความถี่ ระยะเวลาที่ปวด
  • แพทย์จะซักอาการร่วมเช่น ไข้ อาการชัก อ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง
  • แพทย์จะซักประวัติโรคประจำตัง การใช้ยา
  • แพทย์จะตรวจร่างกายโดยละเอียด

อาการดังต่อไม่นี้ไม่ควรคิดถึงไม่เกรน

  • ผู้ป่วยปวดศีรษะหลังอายุ50 ปี
  • อาการปวดศีรษะปวดขึ้นทันที โดยมากเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก
  • อาการปวดศีรษะเป็นบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้นนานขึ้น
  • อาการปวดศีรษะพบร่วมกับ ไข้ คอแข็ง ผื่น
  • มีอาการทางระบบประสาทอื่น เช่น ชัก อ่อนแรงของแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง

การวินิจฉัยไมเกรนอาศัยเพียงประวัติเท่านั้นดังนั้นมีเกณฑ์ดังนี้

  1. จะต้องมีอาการปวดศีรษะ (ตามข้อ2-4) อย่างน้อย 5 ครั้ง
  2. ปวดศีรษะนาน 4-72 ชั่วโมง
  3. ลักษณะปวดศีรษะต้องประกอบด้วยลักษณะอย่างน้อย 2 ประการ
  • ปวดข้างเดียว
  • ปวดตุ๊บๆๆ
  • ปวดมากจนทำงานประจำไม่ได้
  • ขึ้นบันไดหรือเคลื่อนไหวทำให้ปวดมากขึ้น
  1. ขณะปวดศีรษะจะต้องมีอาการข้างล่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • แสงจ้าหรือเสียงดังทำให้ปวดศีรษะ
  1. ประวัติและการตรวจร่างกายปกติ

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะแบบดังกล่าวไม่จำเป็นต้องตรวจ computer เพื่อการวินิจฉัย

การรักษาไมเกรน

การรักษาไมเกรนให้ได้ผลดีผู้ป่วยจะต้องทราบถึงสาเหตุที่กระตุ้นให้ปวดศีรษะ และมีส่วนร่วมในการรักษาโดยมีสมุดจดบันทึกปัจจัยชักนำให้ปวดศีรษะ อาการปวดศีรษะเป็นอย่างไรหลังจากหลีกเลี่ยงปัจจัยชักนำ การปรับยาของแพทย์ทำให้ปวดศีรษะดีขึ้นหรือไม่ ควรไปตามนัดทุกครั้งเพื่อประเมินผลการรักษา แบ่งการรักษาเป็นสองหัวข้อคือ ควบคุมปัจจัยชักนำ และการรักษาด้วยยา

  1. การควบคุมปัจจัยชักนำ

ปัจจัยชักนำมิใช่สาเหตุแต่เป็นเพียงปัจจัยเริ่มที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะมีปัจจัยชักนำไม่เหมือนกัน

  • อาหาร ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น แอลกอฮอล์โดยเฉพาะไวน์แดง ผงชูรส อาหารที่มี tyramine เช่น เนย นม ชอคโกแลต กล้วยหอม ผงชูรส ผลไม้ประเภทส้ม กาแฟและชา
  • การนอน ควรนอนให้เป็นเวลาและนอนให้พอ ตื่นให้เป็นเวลา
  • ฮอร์โมน ผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้นอาการจะปวดดีขึ้น การตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรกปวดศีรษะจะเป็นมากระยะหลังตั้งครรภ์อาการปวดจะดีขึ้น การรับประทานยาคุมกำเนิดจะทำให้ปวดศีรษะมากขึ้น
  • ความเครียด พยายามควบคุมความเครียด หาเวลานั่งพักหลับตาหยุดคิดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  • ปัจจัยสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อากาศ แสงไฟกระพริบ กลิ่นที่ฉุนเฉียว
  1. การรักษาไมเกรนด้วยยา

การรักษาด้วยยาแบ่งออกเป็นการรักษาเมื่อมีอาการปวดศีรษะ [acute treatment] และการรักษาเพื่อป้องกัน [preventive treatment] จะใช้ในกรณีที่ปวดศีรษะรุนแรงและบ่อย

  1. acute treatment ยาแก้ปวดศีรษะมีด้วยกันหลายชนิดควรรับประทานทันทีที่เริ่มมีอาการปวดศีรษะไม่ควรรับประทานยาบ่อย หรือมากกว่าที่แพทย์สั่ง
  • ยาแก้ปวดและบรรเทาอาการอื่นยาบางชนิดอาจหาซื้อได้จากร้านขายยาเช่น paracetamol ,aspirin, ibuprofen ยา aspirin ไม่ควรใช้กับเด็ก ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยากลุ่มเหล่านี้ก่อนพบแพทย์ แต่ถ้าไม่หายแพทย์อาจให้ยาแก้ปวดที่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดศีรษะดีขึ้น แต่ยาบางตัวอาจมีแนวโน้มที่จะเสพติด แพทย์บางท่านอาจให้ยา Nonsteroidal anti-inflammatory drugs เช่น mefenamic,diclofenac,ibuprofen แทนกลุ่มที่จะมีแนวโน้มทำให้เสพติด ผู้ป่วยไมเกรนนอกจากจะมีอาการปวดศีรษะแล้วยังมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ดังนั้นควรได้รับยาแก้คลื่นไส้หากมีอาการคลื่นไส้มาก
  • ยาที่หยุดอาการไมเกรน ยาในกลุ่มนี้มีสองชนิดได้แก่ Ergot alkaloids และ Triptans
  1. Migraine prevention

หากอาการปวดศีรษะไมเกรนเป็นรุนแรงเป็นบ่อบแพทย์จะแนะนำยาป้องกันไมเกรน ซึ่งสามารถลดความถี่ ความรุนแรงและระยะเวลาที่ปวด และเมื่อสามารถควบคุมอาการได้แพทย์จะแนะนำให้ค่อยๆลดยาลงยาในกลุ่มนี้ได้แก่

  • Antidepressants ยาลดอาการซึมเศร้าสามารถป้องกันปวดศีรษะไมเกรนได้เช่น amitriptyline, nortriptyline, and doxepin
  • Beta-blockers เป็นยาลดความดันโลหิตสูงและรักษาโรคหัวใจแต่สามารถนำมาใช้ป้องกันไมเกรนได้เช่น propranolol, metoprolol, timolol, nadolol, or atenolol การจะใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เนื่องจากมีผลต่อความดันโลหิตและต่อการเต้นของหัวใจ
  • Calcium channel blockers เป็นยาลดความดันโลหิตสูงและรักษาโรคหัวใจแต่สามารถนำมาใช้ป้องกันไมเกรนได้เช่น verapamil, diltiazem, or nifedipine. การจะใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์เนื่องจากมีผลต่อความดันโลหิตและต่อการเต้นของหัวใจ
  • Serotonin antagonists เช่น cyproheptadine. เป็นยาที่ทำให้อยากอาหารไม่ควรใช้ยาตัวนี้ในเด็ก
  • Anticonvulsants เป็นยากันชักใช้ได้ผลดีโดยเฉพาะ valproate ยาตัวนี้ให้ใช้กับเด็กอายุมากกว่า 10ปี

การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา

มีรายงานว่าการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยาก็สามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะ

หลักการที่ทำให้การรักษาไมเกรนให้ได้ผลดี

  1. การจดบันทึกอากรของโรคไมเกรนดังนี้
  • วันและเวลาทีปวด
  • ระยะเวลาที่ปวด
  • อาการอื่นที่พบร่วม เช่น คลื่นไส้อาเจียน สิ่งกระตุ้นเช่น แสง เสียง กลิ่น
  • ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ คุณผู้หญิงอย่าลืมบันทึกเกี่ยวกับรอบเดือนด้วยครับ
  1. ให้คนใกล้ชิดคอยสังเกตถึงอาการก่อนปวดศีรษะเช่น หิวข้าว หิวน้ำ หาวนอน อ่อนเพลีย ซึมเศร้า แสง เสียง หนาวสั่น ปัสสาวะ
  2. ให้พกยาติดตัวไว้อย่างน้อย 1 ชุดเสมอ
  3. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดห้ามรับประทานยาเกินแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาทันที
  4. ถ้าลืมกินให้กินยาทันทีที่นึกขึ้นได้ ห้ามรับประทาน 2 เท่า
  5. หลังจากรับประทานยา ให้หาห้องเงียบๆมืดๆนอนพักจนอาการปวดดีขึ้น
  6. ให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษา ปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด
Source;http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/neuro/Headache/Migrain.htm

Thursday, August 14, 2008

Eat To Live. Cholesterol Management The Easy Way by Peter Clark

If you have recently been diagnosed with high cholesterol, you are probably looking for ways to lower it. Keep in mind that there are two types of cholesterol: LDL and HDL. LDL, or bad cholesterol, causes heart disease and atherosclerosis, a condition which affects proper blood flower. HDL, or good cholesterol, works to combat against the possible damage that LDL cholesterol can do. A good diet to lower cholesterol will help decrease your LDL cholesterol, while increasing your HDL cholesterol.

And don't be fooled, high cholesterol can be a matter of life or death. High cholesterol can be a significant factor in heart disease and other heart problems, and heart disease is one of the leading killers in our society.

There are many foods that may help lower cholesterol that you will want to incorporate into your regular diet. For starters, you will want to think about adding fruits and vegetables to your diet. Since they are known to be very healthy, it is not surprising that they are also known to lower cholesterol. Whole grains, oatmeal, nuts and legumes are all known to reduce cholesterol. A diet to lower cholesterol should contain a decent amount of all of these foods.

When looking for sample diets for lowering cholesterol, be sure to choose a diet that avoids foods which are high in trans fat or saturated fat. Greasy, fast foods should be avoided if you want to lower cholesterol. Fatty junk foods, such as potato chips, which may also contain unnecessary amounts of trans or saturated fat should also be avoided.

A diet to lower cholesterol should not contain excessive amounts of red meat or organs such as liver and dairy products. Although chicken, turkey and fish can also be very bad choices for someone who is trying to reduce their cholesterol, the way that you prepare these foods can make them healthier. Removing the skin and either baking, grilling or broiling these meats instead of frying are such healthier alternatives.

If you are still unsure of where to find sample diets for lowering cholesterol or what should be on them, you may want to think about asking your primary care physician. He or she should be able to give you a good idea of what foods can be eaten to reduce cholesterol, as well as which ones should be avoided and perhaps suggest some sample diets. Since a diet to lower cholesterol is very important, it is a good idea to make sure that you follow the doctor's instructions and reduce the amount of unhealthy foods that you choose to incorporate in your diet.

Achieving good heart health is way easier by diet than by the use of drugs like statins. Although if you are looking for ways to lower your cholesterol, and need some help doing so beyond diet, there are some very good natural alternatives that can be added to a good diet to lower cholesterol to improve your success rate.

And one company making some extremely effective and organic cholesterol management products too, and you've probably never heard of them.

About the Author

Want to know more about Lowering Cholesterol? Visit Peter's Website Natural Health-Natural Skin Care and find out more about Naturally Lowering Cholesterol

Source: http://www.goarticles.com/cgi-bin/showa.cgi?C=1070769

Monday, August 4, 2008

Stay Young and Healthy With Honey and Apple Cider Vinegar

There will come a time when you will be tired of those creams, those astringents and those drugs that claim to make you look younger. In your attempt to scratch some years off your skin, the frantic search for the perfect drug become harder.

Advertising is everywhere; new products emerge almost every day. Even word-of-mouth is difficult to handle. What you don't know is that the secrets to young-looking skin canbe found at the comfort of a very familiar place: your home.

1.Honey
Honey consists two kinds of sugars: fructose and glucose. Moreover, it also contains minerals like magnesium, calcium, sodium chlorine, phosphate, iron and sulphur. The vitamins B1, B2, B3, B5 and C are also found in honey. Taking honey in like your everyday multi-vitamin is heavily encouraged.

Honey is the oldest sweetener known to man. It is a good substitute for sugar in your food and beverages. Honey has also a good reputation in the medical field for treating certain diseases. In the Middle East, it is used to treat burns in the skin. Since these areas are mostly war-torn and hot, water is heavily scarce, if not contaminated.

Honey is known for its anti-inflammatory effects on the skin. Also , it works as a good moisturizer both for the skin and the hair. This is because honey has the ability to attract water. It is cheap and safe for sensitive skin. Apply honey to your face after washing it with water then wash the honey off with a mild facial wash. If you want to use it for your hair, apply honey to your hair like the way you apply conditioner then wash it off with a mild shampoo.

It is important that you wash it off properly because first, it might smell and second, you might attract ants to your face/ hair. And that's really weird. Honey can also be used as a good body scrub if you mix it with sugar. The moisturizing and exfoliating effects are divine.

2.Apple Cider Vinegar
Hippocrates, the father of modern medicine, was reported having used vinegar and vinegar mixed with honey as an energizing tonic and a healing elixir. People suspected it was apple cider vinegar. How was apple cider vinegar created in the first place anyway?

Apple cider vinegar is a hundred-percent natural creation. It is a product of the two fermentation processes. First, the fermentation of apple juice to hard apple cider. After that, the second fermentation to apple cider vinegar. Apple cider vinegar contains ALL THE GOODNESS from which the apple is known for. In fact, after the fermentation processes, it is packed with extra enzymes and acids.

Apple cider vinegar is known to smooth sunburns and to heal insect bites. Moreover, it can also be a hair treatment, as it can make the hair shine and treat dandruff. It also cures acne. When using this product to your skin, just apply apple cider vinegar to the area you want to treat evenly. Leave it for 15 minutes then wash it off with a mild facial wash/ shampoo. It also smells a bit, so wash it off the best way that you can.

Whether you take in these products or you apply them to your skin, they can really bring out the youngest skin that you can have. Beauty queens and celebrities all over the world swear by these kitchen wonders.Quit all the search for the perfect cream because the potions you need are right in the comfort of your own home!

Article Source: http://www.articlesbase.com/nutrition-articles/stay-young-and-healthy-with-honey-and-apple-cider-vinegar-509497.html

About the Author:

Paul Hata is active in various community and social programs aimed at providing access to health,education and jobs to all.Access 1000s of affordable Health,Fitness and Beauty Products here - EarlyPlanet.com and TradePlanets.com

How to Lose Weight, Burn Fat, and Keep it Off

The gaining weight philosophy of many athletic coaches and trainers is wrong. Too often coaches advise that their players simply need gain weight to improve their performance. This advice normally leads to the development of vital organ failure, diabetes, and sports injury.

Often this same advice is given when the sports the athletes participate in are physically agressive. A good example of this would be American Football. Once a player hears the firmly offered advice to gain weight, he or she will often times overeat or overtrain to acheive the poorly slected goal. The coach has the right idea regarding physical improvement but the method is dead wrong.

The perfect approach to maintaining hydration

In order to help an athlete along with his or her bodyweight, a basic understanding of human nutrition is needed. The first factor coaches and athletes need to understand is adeuqacy in hydration. Heat stroke, and severe dehydration can be fatal and avoided at all costs.

The elements of sodium and potassium are made naturally by the human body. Sodium is commonly known as salt and your body makes enough of it on its own. This means you do not have to add any salt to anything, at any time, for the rest of your life. When you add more salt, it requires water to work. When you deplete yourself of the water you need, you are hurting yourself, and possilby placing yourself in danger. Reach for the pepper if you need a taste burst because it aids in speeding digestion.

Potassium is different in the way that your body does not make enough of it to be self sufficient. You need to carefully add this element by natural means to get the desired effect. A banana is the perfect solution for adding the electrolyte into the mix. This represents a natural means of electrolyte adding with the addition of fructose. Fructose is the natural sugar within fruits.

Gatorade is also a solution to the electrolyte depletion situation but it represents a synthetic solution. Synthetic represents anything made in a laboratory. These synthetics are broken down slower by the human digestive system due to their chemical make up.

Basic rules for athletes and physical humans

1. Maintain hydration
2. Maintain electrolyte balance
3. Maintain a stable blood sugar level
4. Eat whole foods when hungry
5. Rest your body every day

Obtain and maintan a perfect bodyweight free from fat

All people should aim to achieve an optimal bodyweight for their body type. Anytime the word optimal is used, it simply means to the finest level for each particular person. Optimal bodyweight for an athlete is when there is a body dominated by muscle with little bodyfat and can be used for long durations of time. If you can pinch an inch you can lose some bodyfat. Bodyfat is necessary for insulation from extreme heat and cold but in small amounts.

Do I really need bodyfat?

As a general rule, bodyfat is bodyfat and will never change it's composition from bodyfat. Once you burn off the fat, muscle will become more apparent as a result. Fat does not become muscleand is a major myth in physical improvement. You should be able to see your abdominal muscles and your fitness level will be a direct indicator of that.

How can I lose weight and fat at the same time without drugs?

Optimal bodyweights can be achieved by the synergistic combination of daily cardiovascular exercise, physical conditioning, adequate nutrition, hydration, and consistent sleeping patterns. Keep in mind that an hour of complete rest is equal to that of sleep.

General rules of losing weight and fat.

1. A minimum of 30 minutes cardio exercise daily
2. Regulation of diet meaning eat when hungry
3. Maintain hydration at all times
4. Do not eat sugary foods, drinks, or snack products
5. Eat and live healthy to be healthy

Article Source: http://www.articlesbase.com/nutrition-articles/how-to-lose-weight-burn-fat-and-keep-it-off-509248.html

About the Author:

Dave Lemanczyk is the C.E.O. of Dave Lemanczyk LLC, a leading developer of superior human performance products in todays fitness industry.http://www.kegconditioning.com