Thursday, July 26, 2007

ชา กาแฟ ผลเสียผลดี ต่อสุขภาพ

น้ำชา กาแฟ ซึ่งเป็นแฟชั่นในการรับรองแขกตามสำนักงาน เราสังเกตเห็นตามร้านค้าจะมีคนนั่งจับกลุ่มคุยกัน จิบกาแฟไปพลางด้วยคุณสมบัติอันหอมกรุ่น รสชาติที่ขมแต่อร่อย และมีประสิทธิภาพช่วยสร้างความสดชื่นให้ผู้ดื่มได้ ทำให้น้ำชา กาแฟเป็น เครื่องดื่มสากลนานาชาติ แต่ทางการแพทย์พบว่า เครื่องดื่มประเภทน้ำชากาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์เพราะสารคาเฟอีน ใน ชา กาแฟมีผลเสพติดอ่อนๆคือดื่มแล้วจะติด พอเวลาไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิด มือสั่น ใจสั่น สารคาเฟอีนนี้มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ซึ่งนอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมของยาประเภท ลดไข้บรรเทาปวดอีกด้วย ผู้ที่ได้รับคาเฟอีนมากเท่าไร ผลร้ายที่มีต่อร่างกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ แล้วกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่นสมอง หัวใจ ตับ ปอด กล้ามเนื้อต่างๆ และระบบประสาทส่วนกลาง ร่างกายจะใช้เวลากว่า 48 ชั่วโมง ในการสลายคาเฟอีน ถ้าร่างกายได้รับ คาเฟอีนจำนวนสูงประมาณ 3,000 - 10,000 มิลลิกรัม จะทำให้ตายในระยะอันสั้นได้

ถ้าเราดื่มกาแฟประมาณ 1/2 - 2 1/2 ถ้วย (50 - 200 มิลลิกรัม) ลดความเมื่อยล้าได้ประมาณครึ่งวัน หรือดื่มกาแฟขนาด 3 - 7 ถ้วย (200 - 500 มิลลิกรัม) ทำให้มือสั่น กระวนกระวายโกรธง่าย และปวดศรีษะ มีผลต่อหัวใจและเส้นเลือดคลายตัวหรือบีบรัดมากขึ้นเป็นบางแห่ง กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ อาจเพิ่มลดอัตราการเต้นของหัวใจ อันตรายต่อผู้ป่วยที่ดื่มกาแฟมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นหย่อมๆ คาเฟอีนมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูงกรดไขมันอิสระสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีไขมัน ในเลือดสูง ฤทธิ์ของคาเฟอีนเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตไม่ทำงาน

ผู้ที่ดื่มกาแฟ น้ำชา หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ รวมถึงการใช้ยาที่มีคาแฟอีนผสมอยู่รวมถึงการใช้ยาคาเฟอีนจนติดเป็นนิสัย จึงมีระดับคงทนต่อฤทธิ์คาเฟอีนสูงขึ้น โดยที่คาเฟอีนจะมีฤทธิ์ต่อร่างกายน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการของประสาทตื่นตัว ปวดศีรษะ และปวดกระเพาะ ความทนทานนี้จะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น การหยุดดื่มกาแฟจะมีผลทำให้ปวดศีรษะ กระวนกระวายโกรธง่าย และไม่สนใจ สิ่งแวดล้อม
สำหรับสตรีมีครรภ์นั้นไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ โดยเด็ดขาด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคนเราควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับประมาณ 2 ถ้วย ( คือ กาแฟ 1 ถ้วย ใส่ผงกาแฟสำเร็จรูป 2 ช้อนชา น้ำประมาณ 1 ถ้วย)

เวลาที่เหมาะสมจะดื่มชากาแฟนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน บางคนดื่มตอนเช้าเพื่อให้ลำไส้กระปรี้กระเปร่า ถ่ายสะดวก แต่จะทำให้หิวเร็วกว่าปกติ เพราะกาแฟจะกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยเพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มกาแฟแทนอาหารเช้า และ หันมาดื่มนมแทนจะดีกว่า ถ้าคนที่นอนหลับยาก หรือมีภาระกิจต้องตื่นแต่เช้า ก็ไม่ควรดื่มกาแฟหลังอาหารเย็นวันนั้น

จะเห็นว่ากาแฟนั้นมีทั้งผลดีผลร้ายกับร่างกาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในข่ายต้องห้าม ก็อาจดื่มเป็นประจำทุกวันได้ แต่ต้องกำจัด ปริมาณให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม


ที่มา: http://www.ku.ac.th/e-magazine/november44/know/tea.html

Wednesday, July 25, 2007

อาหารลดน้ำหนัก

ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน เป็นบ่อเกิดของโรคต่าง ๆ ที่ตามมาคือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคข้อเข่าอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือด และภาวะไขมันในเลือดสูง ฯลฯ เราจะทราบว่าน้ำหนักตัวเกิน สามารถคำนวณได้ดังนี้

1. การใช้ดัชนีมวลกาย (BMI, Body mass index)
สูตร = น้ำหนักตัวปัจจุบัน (กิโลกรัม)
ความสูง (เมตร)2
ค่าที่ได้ของชาวเอเชียคือ ไม่ควรต่ำกว่าหรือเกิน 18.5 - 22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร
ถ้าค่าที่ได้ 23-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร แสดงว่ามีน้ำหนักตัวเกิน
ถ้าค่าที่ได้ > 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร ก็จะเป็นโรคอ้วน


2. พิจารณาจากตารางการเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวของคนไทยเพศเดียวกัน ของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แต่ถ้าไม่มีตารางเปรียบเทียบ ก็สามารถคำนวณหาน้ำหนักตัวได้จากวิธีง่าย ๆ ตามข้อ 3

3. การใช้วิธีแบบง่าย ๆ
หญิง = ความสูงเป็นเซนติเมตร - 100 - (10% ของผลลบ)
ชาย = ความสูงเป็นเซนติเมตร - 100 หรือ
หญิง = ความสูง (เซนติเมตร) - 100 x 0.8
ชาย = ความสูง (เซนติเมตร) - 100 x 0.9
น้ำหนักที่คำนวณได้คือ น้ำหนักตัวมาตรฐาน (Ideal body weight) เป็นกิโลกรัม
การลดน้ำหนักต้องมีความตั้งใจอย่างจริงจังและทำด้วยความจริงใจ ไม่มีความกังวลหรือฝืนใจ พยายามฝึกให้เป็นนิสัยที่ต้องทำทุกวัน

ข้อเสนอแนะในการลดน้ำหนักคือ
1. ลดพลังงานที่ควรจะได้ต่อวัน โดยพลังงานที่แนะนำคือ
หญิง = 20 กิโลแคลอรี x น้ำหนัก (IBW) = พลังงานที่ควรได้/วัน
ชาย = 25 กิโลแคลอรี x น้ำหนัก (IBW) = พลังงานที่ควรได้/วัน
หรือลดปริมาณพลังงานที่ควรได้จากตารางของกรมอนามัยอีกร้อยละ 10-20 ของพลังงานที่ต้องได้ต่อวัน
การลดน้ำหนักต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ลดอย่างเร็ว เพื่อให้ร่างกายปรับตัว สัปดาห์ละ 1/2 - 1 กิโลกรัม ถ้าต้องการลดอย่างรวดเร็วและมาก ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เช่น การลดน้ำหนักในเด็ก


2. กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ ห้ามงดมื้อใดมื้อหนึ่ง และอาหารต้องประกอบด้วยอาหาร 5 หมู่ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวแป้งและเผือก มัน น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ผลไม้ ผักใบเขียว-ขาวทุกชนิด ไขมันจากพืชและสัตว์ เป็นต้น ดูรายละเอียด

1. เนื้อสัตว์ ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไม่มีหนัง และปลา การปรุงประกอบควรใช้การอบ ย่าง นึ่ง ไม่ควรทอดในน้ำมันมาก สำหรับเด็กความต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อการเจริญเติบโตควรให้มากกว่าผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 20-25 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน ผู้ใหญ่ควรได้ร้อยละ 15-20 ของพลังงานที่ต้องได้ต่อวัน
นม : ควรเป็นนมสดจืดพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย จะมีปริมาณไขมันน้อยกว่านมพร้อมดื่ม และไม่ควรดื่มนมปรุงแต่งรส ซึ่งจะมีน้ำตาลเพิ่มขึ้น เด็กควรดื่มวันละ 2-3 กล่อง ผู้ใหญ่ควรดื่มนมขาดมันเนยวันละ 1-2 กล่อง
ไข่ : เด็กควรกินวันละ 1 ฟอง ผู้ใหญ่ที่มีปัญหาคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ควรกินสัปดาห์ละ 2-3 ฟอง หรืองดกินไข่แดง ควรปรุงประกอบด้วยวิธีนึ่ง ต้ม หรือตุ๋น ไม่ควรทอดในน้ำมัน
ถั่วเมล็ดแห้ง : ควรกินสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง นอกจากโปรตีนที่ได้แล้ว ถั่วเมล็ดแห้งยังมีใยอาหารที่ดีที่ช่วยในการขับถ่าย ถั่วเมล็ดแห้งยังให้ไขมันที่ดี เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันถั่วลิสง เป็นต้น


2. ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว แป้ง ควรกินข้าวซ้อมมือ ขนมปังโอลวีทและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในวันหนึ่งควรได้ร้อยละ 45-50 ของพลังงานต่อวัน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากข้าวแป้งนี้จะให้พลังงานในรูปของน้ำตาลแก่ร่างกาย ถ้ากินมากเกินไปก็เก็บสะสมไว้ในร่างกาย ทำให้มีปัญหาน้ำหนักตัวมากขึ้น ควรลดการกินน้ำตาลทราย เพราะน้ำตาลจะให้พลังงานอย่างเดียวโดยไม่ให้สารอาหารตัวอื่น ๆ เลย ถ้ากินมากก็จะทำให้อ้วนได้เช่นกัน ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์ยังให้ใยอาหารแก่ร่างกายอีกด้วย

3. ผลไม้ ผลไม้ให้สารคาร์โบไฮเดรตแก่ร่างกาย เช่นเดียวกับข้าว แป้ง ควรกินผลไม้รสไม่หวานจัดแทนขนมหวานทุกมื้อ เช่น ส้ม ชมพู่ มะละกอ แตงโม ฝรั่ง สับปะรด ฯลฯ ผลไม้มีวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งช่วยในการควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นไปอย่างปกติ ผลไม้ยังมีใยอาหารมากเช่นกัน ควรกินผลไม้สดทั้งผล หลีกเลี้ยงการกินผลไม้กระป๋อง หรือน้ำผลไม้คั้น เพราะเป็นการโยนใยอาหารทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย และการคั้นน้ำผลไม้ต้องใช้จำนวนผลไม้มากกว่า ซึ่งน้ำตาลผลไม้ถ้ากินมากก็สะสมเป็นน้ำตาลในร่างกายได้ ผลไม้ควรได้ร้อยละ 10-15 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน
ผักใบเขียว-ขาว ควรกินให้มากทุกมื้อและทุกวัน ผักให้วิตามินและเกลือแร่ เช่นเดียวกับผลไม้ พร้อมทั้งใยอาหารที่ดีด้วย ผักที่มีสีแดง แสด เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ ฯลฯ ควรได้กินสลับกับผักใบเขียว-ขาว
ใยอาหาร : คือผนังของพืชที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ ใยอาหารได้จากผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ฯลฯ มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักด้วย ใยอาหารใช้เวลาอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นเวลานานและดูดน้ำ ทำให้ใยอาหารเกิดการพองตัว ทำให้ไม่เกิดอาการหิวบ่อย ใยอาหารยังดูดซับไขมันและน้ำตาลบางส่วน และสารพิษต่าง ๆ พร้อมจะถูกขับออกจากร่างได้เช่นกัน ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ กระเพาะอาหาร และริดสีดวงทวารด้วย
4. ไขมันจากพืชและสัตว์ ซึ่งให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีต่อไขมัน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรตจากข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้พลังงานเพียง 4 กิโลแคลอรีเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ ได้แก่ น้ำมันหมู จากหนังสัตว์ซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง กะทิและน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันจากพืชก็จริงแต่มีกรดไขมันชนิดอิ่มตัวค่อนข้างสูง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลได้ จึงควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน
ไขมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง รำข้าว มะกอก ทานตะวัน ถั่วลิสง ฯลฯ ถึงแม้จะให้กรดไขมันที่ดีแก่ร่างกายแต่ก็ยังมีพลังงานสูง การลดน้ำหนักควรลดปริมาณไขมันออกไปให้เหลือประมาณร้อยละ 15-20 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน
การลดน้ำหนักโดยการกินอาหารมังสะวิรัตคือ การงดกินเนื้อสัตว์ ซึ่งถ้าเป็นเด็กไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง เด็กยังมีการเจริญเติบโตและต้องได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ ปลา ควรต้องกินให้ครบทุกมื้อและทุกวัน โปรตีนที่ได้จากข้าวและผลิตภัณฑ์ผัก เป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์มีกรดอะมิโนไม่ครบถ้วน ร่างกายใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ เด็กจะไม่เจริญเติบโตตามวัยมีรูปร่างเตี้ยเล็กได้ ในผู้ใหญ่ยังต้องใช้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม เพื่อใช้ในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายด้วยเช่นกัน ความต้องการอาหารเหล่านี้อาจจะน้อยลง
5. ออกกำลังกายทุกวัน ๆ ละ 1/2-1 ชั่วโมง การเลือกวิธีออกกำลังกายควรให้เหมาะสมกับสภาวะของร่างกาย รวมทั้งพยาธิสภาพที่ตนมีอยู่ ควรมีการปรึกษาแพทย์และนักภายภาพบำบัดเพื่อการออกกำลังกายที่ถูกต้อง


สรุปข้อแนะนำในการลดน้ำหนัก
1. ลดน้ำหนักทีละน้อย สัปดาห์ละ 1/2-1 กิโลกรัม
2. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ไม่ขาดหมู่ใดหมู่หนึ่ง
3. กินอาหารให้ครบทุกมื้อและลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง
4. งดอาหารขบเคี้ยวทุกชนิดและอาหารว่างระหว่างมื้อ
5. งดขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม อาหารขยะทุกชนิด
6. งดอาหารทอดที่มีไขมันสูง เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ฯลฯ
7. งดการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหาร
8. งดเนื้อสัตว์ติดมัน และหนังสัตว์ ใช้เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ (Lean meat) ปลา ฯลฯ
9. กินผลไม้ที่มีรสหวานไม่จัด และกินผลไม้ทั้งผล งดการกินน้ำผลไม้คั้น ผลไม้กระป๋อง
10. กินผักใบเขียว-ขาว และผักอื่น ๆ ทุกมื้อ และหลากหลายชนิดใน 1 วัน
11. ตักข้าวตามจำนวนที่ต้องกินครั้งเดียว ไม่ตักเพิ่มอีก
12. กินอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียดประมาณคำละ 10 ครั้ง
13. กินอาหารพออิ่ม ไม่เสียดายอาหารที่เหลือ
14. ออกกำลังกายให้เพียงพอและสม่ำเสมอทุกวัน


ที่มา: http://www.ku.ac.th/e-magazine/september47/know/food.html

อาหารเช้าแบบราชา อาหารเย็นแบบยาจก ตำรับสุขภาพดีที่คนไทยต้องใส่ใจ

นอนดึก ... ตื่นแต่เช้า .... รีบไปทำงานเพราะกลัวรถติด เหล่านี้คือพฤติกรรมของคนไทยยุคใหม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองซึ่งเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและรีบร้อน จากสภาพดังกล่าว ทำให้ผู้คนจำนวนมากละเลยในการรับประทานอาหารเช้า ซึ่งถือเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของวัน ขณะที่มีอีกไม่น้อยที่ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานมื้อเช้าใหม่ด้วยการดื่มกาแฟเพียงแค่ถ้วยเดียว โดยไม่รู้ว่า อาหารเช้านั้นมีผลดีต่อสุขภาพอย่างไร

น . พ . สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ( มสช . ) ให้ข้อมูลว่า อาหารและน้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและนับว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากที่สุด ดังประเทศตะวันตกมีคำกล่าวว่า “You are what you eat.” ซึ่งเป็นคำที่ทำให้เราเห็นภาพความสำคัญของอาหารอย่างชัดเจน ส่วนภูมิปัญญาตะวันออก ก็เน้นความสมดุลของธาตุอาหารเพื่อสร้างความสมดุลในร่างกาย แต่ในสภาพสังคมปัจจุบัน วิถีการบริโภค อาหารและน้ำของคนไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารมื้อเช้าซึ่งเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของวันได้เปลี่ยนแปลงไป หลายคนไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า บางคนทานเพียงแค่อาหารว่างเพื่อประทังความหิวก่อนอาหารมื้อเที่ยง และมีแนวโน้มว่าจะรวมไปถึงเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อระดับสติปัญญาของประเทศในอนาคต “ ขณะนี้ทางมูลนิธิฯ ได้จัดกิจกรรมตอนเช้าคุณทานอะไร ? เพื่อรวบรวมภาพถ่ายอาหารมื้อเช้าของคนไทยมาวิเคราะห์ถึงสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและนำเสนอรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถส่งภาพถ่าย พร้อมเขียนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เพศ อายุ อาชีพ น้ำหนักและส่วนสูงปัจจุบัน ส่งมาที่มูลนิธิ 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 ( วงเล็บมุมซองว่า กิจกรรมภายถ่ายอาหารเช้า ) หรือ ส่งมาที่ www.thainhf.org ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เมษายน โดย 3,000 ท่านแรก รับของที่ระลึกจากโครงการฯ และลุ้นรับรางวัลพิเศษ กล้องดิจิตอลจำนวน 3 รางวัล สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 0-25113452” น . พ . สมศักดิ์เชิญชวน

ด้าน วัลภา ไก่แก้ว นักโภชนาการ โรงพยาบาล BNH อธิบายให้ฟังว่า ตามหลักโภชนาการแล้วอาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะตลอดทั้งวันเราต้องใช้พลังงานในการทำงาน แม้กระทั่งนั่งเรียนหนังสือในชั้นเรียน ทั้งนี้ คนที่รับประทานอาหารเช้าสม่ำเสมอมักจะเป็นคนอารมณ์ดี มีใบหน้าสดชื่นแจ่มใส สำหรับคนที่ไม่ได้กินข้าวเช้าจะรู้สึกว่าง่วงนอน รู้สึกอ่อนเพลีย รู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าเท่าที่ควร จะเกิดความรู้สึกว่าเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือไม่มีความสุขกับการทำงาน นอกจากนี้ การที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้าติดต่อกันนานวันเข้าประกอบกับมีอายุมากขึ้นอาจมีปัญหาน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ตามมา นอกจากนั้น ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ไม่รับประทานข้าวเช้าก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยมารับประทานมื้อกลางวันมื้อเย็นทดแทนให้มากขึ้นคงไม่เป็นอะไร หากใครคิดและรับประทานแบบนี้ มักจะมีปัญหาเรื่องอ้วนตามมาภายหลัง เนื่องจากอาหารที่รับประทานนั้นใช้ไม่หมด “ คนรุ่นใหม่มักจะอ้างว่าไม่มีเวลา กินกาแฟมื้อเช้าเพื่อรองท้องก่อนกินอาหารกลางวันในมื้อเที่ยง อยากแนะนำระหว่างที่ดื่มกาแฟขอให้มีแซนด์วิชสักชิ้น เพราะแซนด์วิชยังมีส่วนประกอบของไขมัน แป้ง โปรตีน ผัก ส่วนมื้อกลางวันอาจกินข้าวผัดผักกับปลาทอด ขณะที่มื้อเย็นควรเป็นมื้อเบาเพราะร่างกายใช้พลังงานน้อย อาจเป็นก๋วยเตี๋ยวซักชามก็เพียงพอแล้ว หากใครกินมื้อกลางวันและเย็นเป็นอาหารหนัก ประเภทข้าว มีสิทธิอ้วน ” วัลภา บอกด้วยว่า อยากให้ทุกคนท่องไว้ในใจว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดที่มาหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้น ควรรับประทานอาหารเช้าแบบราชา อาหารกลางวันพอประมาณ และอาหารเย็นแบบยาจก แล้วหลีกเลี่ยงอาหารไขมันและของหวาน แล้วอย่าลืมออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30-40 นาที หากใครปฏิบัติจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงแล้วมีอายุยืนยาว

ที่มา:http://www.thainhf.org/foodandwater/detail11.asp

วิธีการรักษาและถนอมดวงตา

วิธีการถนอมดวงตาพยายามไม่ให้เกิดอันตรายกับดวงตาของคุณ เช่น ภาวะอาการกระแทกกระทบบริเวณลูกตา ตั้งแต่เศษผงไปจนถึงก้อนอิฐ ก้อนหิน สิ่งที่อาจจะดึงเข้าสู่ตา ได้ รักษาความสะอาดไม่พยายามให้เกิดการติดเชื้อ ไม่เอามือสกปรกขยี้ตา ไม่ใช้สายตามากเกินไป ควรอ่านหนังสือในที่มีแสงสว่างเพียงพอ ให้หมั่นสังเกตความผิดปกติของดวงตาและสายตา เมื่อมีความผิดปกติในการมองควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรจะไปซื้อยาหยอดตาเองบ่อย ๆ เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อควงตาได้ เช่น โรคต้อหิน หรืออาการแพ้ยาได้ฉันควรทำอย่างในที่ทำงาน เพื่อเป็นการถนอมสายตาของฉัน ระยะห่างระหว่างจอคอมพิวเตอร์ กับดวงตาของคุณต้องอยู่ที่ประมาณ 20 - 30 นิ้วจากตาของคุณ. ถ้าระยะห่างมากหรือน้อยกว่านี้ มันสามารถจะส่งผลถึงการมองเห็นและลักษณะท่าทางการทำงาน และอย่าวางคอมพิวเตอร์ของคุณไว้ในมุมอับแสงคุณต้องมั่นใจว่าแสงไฟจะไม่สะท้อนกับหน้าจอภาพคอมพิวเตอร์ ถ้าแสงสว่างจากหน้าต่างตกกระทบโดยตรงที่บนจอภาพ ควรหมุนย้ายโต๊ะทำงานของคุณ ถ้าปรับหรือทำไม่ได้, คุณควรจะใช้ที่กรองแสงหรือม่านบังแดดเพื่อลดแสงลง ถ้าหากประสบกับแสงที่ไม่เพียงพอให้คุณปรับปริมาณความสว่างของแสงในห้องของคุณอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจาก: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิชัย ประสาทฤทธา ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตา อาจารย์ประจำภาควิชา จักษุวิทยา รพ.รามาธิบดี

http://www.maxim.co.th