Sunday, September 16, 2007

ไมเกรนกับการนั่งสมาธิ

ผมมีปัญหากับไมเกรนมาซักพักหนึ่งแล้ว แต่ช่วงนี้เป็นถี่มากประมาณ อาทิตย์ละครั้ง แล้วพักหลังนี่ยาแก้ปวดหัวก็เอาไม่ค่อยอยู่ ต้นเหตุของไมเกรนมีหลายปัจจัย อย่างเช่น ความเครียด มลพิษ นอนน้อย อาหารบางอย่างก็สามารถทำให้เกิดไมเกรนได้ ยกตัวอย่างเช่น ไวน์แดง ช็อกโกแลต ผงชูรส วิธีแก้ปัญหาอย่างง่ายที่ผมมักจะทำก็คือ ทานยาแก้ปวดหัวแล้วนออออออออออน ให้มากที่สุด ตื่นมาก็จะดีขึ้่นเอง แต่พักหลังวิธีนี้ไม่ค่อยได้ผลซะแล้ว ผมก็เลยจะแนะนำอีกวิธีนึงนั่นก้คือการนั่งสมาธิ

วิธีนี้ผมพบโดยบังเอิญ เพราะไอ้วิธีที่ใช้เป็นประจำชักใช้ไม่ได้ผลก็เลยลองใช้ธรรมะเข้าช่วย คนเรานี่ก็แปลกพอนึกหาหนทางอะไรไม่ออกก็เข้าหาธรรมะเป็นทางสุดท้าย ผมเองก็คนนึงล่ะ แต่ก่อนก็ไม่เคยหรอก นั่งสมาธิเนี่ย นี่ไม่ต้องพูดถึงการเข้าวัด ขนาดวันเกิดตัวเอง แม่ยังเป็นคนใส่บาตรให้เลย ส่วนผมเหรอ นออออน แต่หลังๆก็เข้าวัดบ่อยเหมือนกัน ก็ได้แฟนผมนี่แหละชวนไป

กลับมาเรื่องของเราต่อ ใครเป็นไมเกรนลองใช้วิธีนี้นะครับ พอเริ่มมีอาการก็ให้ลองนั่งสมาธิดู ง่ายๆก็เหมือนนั่งสมาธิทั่วไป นั่งหลับตาในที่สงบๆ ห้องนนอนก็ได้ ห้องน้ำก็ดี แล้วหายใจเข้าก็พุทธ หายใจออกก็โธ ง่ายๆแค่นี้แหละ ลอง่ั่นั่งดูซัก 20 - 30 นาที อาการก็จะทุเลาลง (ไม่ถึงกับหายสนิทนะครับ) ลองทำกันดู

Wednesday, September 12, 2007

วิธีทำน้ำเต้าหู้ง่าย ๆ

- นำถั่วเหลืองแช่น้ำให้นิ่มประมาณ ๔-๕ ชั่วโมง หรือข้ามคืนได้ยิ่งดี
- ต่อจากนั้นล้างให้สะอาfแล้วนำมาปั่นในเครื่องปั่นไฟฟ้าโดยเติมน้ำให้พอ
- ทำจนหมดถั่วเหลืองที่แช่ไว้ เทใส่หม้อยกขึ้นตั้งไฟอ่อน เคี่ยวไปเรื่อย ๆ คนบ้างในบางครั้ง
- พอเดือดแล้วยกลง เททั้งกากและน้ำลงในหม้อที่มีตะแกรงและผ้าขาวบางกรองอยู่
- จากนั้น เราจะได้น้ำนมถั่วเหลืองสะอาดดีมีประโยชน์ เติมน้ำตาลทรายมากน้อยตามชอบ


หมายเหตุ
บางสูตรอาจจะให้เติมถั่วลิสงลงไปปั่นด้วยกันสักเล็กน้อย จะเพิ่มความหอมและรสชาติเข้มข้นขึ้นถ้าจะให้สมบูรณ์เหมือนกับตามท้องตลาดทั่วไปพ่อค้า แม่ค้าบางคนเขาจะใส่ใบเตยลงไปที่ก้นหม้อและอุ่นให้ร้อนตลอดเวลา กลิ่นหอมของใบเตยผสมน้ำเต้าหู้กรุ่นๆ จะได้ทั้งคุณค่าและความประทับใจในการบริโภค อร่อยจนลืมไม่ลง

ที่มา: http://mindcyber.com/content/data/5/0043-1.html

เครื่องดื่มลดพุงใน 2 เดือน

"ดื่ม 2เดือน ไขมันที่พุงจะหายไป" ทั้งหมดนี้ปั่นรวมกันจะช่วยฟื้นฟู ตับ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ตับอ่อน ไต การควบคุมอาหารจะเกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อพักผ่อนระหว่าง 21.00 - 03.00น.

1.ผักกาดหอม 2ใบ (กล้ามเนื้อ กระดูกเส้นเอ็น และทำให้ปอดแข็งแรง)
2.ขึ้นฉ่าย 2ก้าน (ช่วยการหมุนเวียนโลหิต และหลอดเลือดแข็งแรง)
3.มะเขือเทศ 1ลูก (เม็ดเลือดแข็งแรง)
4.หอมใหญ่ 1/4ลูก (หัวใจแข็งแรง)
5.มะนาว 1ลูก (ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน)
6.แอปเปิ้ล 1ลูก (ให้พลังงานสำรองม้ามสูงมาก)
7.น้ำเปล่า 2-4แก้ว

"ดื่ม 2เดือน ไขมันที่พุงจะหายไป" ทั้งหมดนี้ปั่นรวมกันจะช่วยฟื้นฟู ตับ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ตับอ่อน ไต การควบคุมอาหารจะเกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อพักผ่อนระหว่าง 21.00 - 03.00น.

ข้อมูลจาก http://www.iwillpretty.com/link_04.htm

Monday, August 13, 2007

ไปกินกระเบื้องผักหวานที่บ้านผักหวาน


วันนี้ไปทานข้าวกับแฟนที่ร้านบ้านผักหวาน ร้านนี้โปรดร้านหนึ่งที่ไปกินเป็นประจำเพราะอยู่ไกล้บ้าน ถ้าใครอยากไปลองไปง่ายมากครับ ร้านอยู่ติดกับ Golden Place สาขารามคำแหง (สุขาภิบาล 3) ถ้าขับมาจากทาง ม.รามให้ขับตรงมาเรื่อยๆ ผ่านแยกลำสาลีแล้วตรงมาอีกจะเจอสามแยกบ้านม้า ถ้าเลี้ยวขวาจะไปเสรีไทยและ NIDA แต่ไม่ต้องเลี้ยวนะครับให้ตรงมาเรื่อยๆผ่าน คาฟูร์กับ TOPS มาสักพักนึงก็จะเห็นปั๊ม ป.ต.ท.กับ Golden Place อยู่ติดกัน เลี้ยวเข้าไปเลยครับ ร้านบ้านผักหวานอยู่ติดๆกันนั่นแหละ


ร้านดูธรรมดาแต่ขอบอกว่าอาหารอร่อยมาก อาหารส่วนมากจะมีผักหวานเป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างเช่น ผักหวานบ้านหมูกรอบ (70 บาท) แกงส้มผักหวานกุ้งสด (70 บาท) แต่ที่แนะนำให้สั่งคือ กระเบื้องผักหวานครับ มันก็คือการะเบื้องทะเลนั่นแหละแต่ที่นี่เขาใส่ผักหวานสับเข้าไปด้วยกับกุ้ง มาทีไรเป็นต้องสั่งประจำเพราะราคาไม่แพงแค่ 70 บาทเอง (เอ...เพิ่งสังเกต อาหารร้านนี้ราคา 70 บาททั้งนั้นเลย) เขาทอดมากำลังดีไม่อมน้ำมัน มีรสกุ้งแซมนิดๆ กินกับซอสพริกเข้ากันมากมาก อีกอย่างที่แนะนำคือเกาเหลาหมูตุ๋นผักหวาน ขอเตือนว่าชามใหญ่มากทานได้สองคนเลย แต่คราวนีี้ไม่ได้สั่งเพราะอยากกินผัดซีอิ๊วมากกว่าเลยสั่งผัดซีอิ๊วทะเลผักหวานไป (60 บาท) รสชาดใช้ได้เค็มหวานกำลังดี มีกุ้งกับปลาหมึก(สัตว์ทะเลอย่างอื่นไปใหนหว่า) ผัดมากับก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่และผักหวาน มาปรุงเองอีกหน่อยใส่ พริกป่นกับน้ำส้มนิดนึงออกมากลมกล่อมพอดี ส่วนแฟนผมสั่งเส้นเล็กหมูตุ๋น (30 บาท) รสชาดกลมกล่อมอร่อยขึ้นกว่าเดิมเพราะเมื่อก่อนจะออกหวานนำแต่คราวนี่รสกำลังดี เช็คบิลออกมา 188 บาทครับรวมค่าน้ำ


มีเรื่องน่าตำหนินิดนึงคือมารยาทของพนักงานยังต้องปรับปรุงเพราะว่าหลังจากสั่งอาหารแล้วผมให้ทวนรายการว่ามีอะไรบ้าง ครั้งแรกผมฟังไม่ถนัดเลยขอให้ทวนอีกครั้ง คุณเธอทำหน้าไม่พอใจแถมถอนหายใจเฮือกใหญ่ต่อหน้าผม แล้วพูดกระแทกๆว่า "ก็เรียกรายการอาหารสั้นๆไง" แล้วใครจะไปตรัสรู้ด้วยเหรอมารยาททรามจริงๆ

Wednesday, August 8, 2007

ทานไข่วันละฟองมากเกินไปหรือไม่


ไข่เป็นอาหารที่หาทานได้ง่าย สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง แต่เป็นเวลานานหลายปีแล้วที่ทางการแพทย์พบว่า ไข่ประกอบด้วยคลอเรสเตอรอล ที่ทำให้คลอเรสเตอรอลในเลือดสูง และทำให้อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด จึงมีคำแนะนำว่าในผู้ใหญ่ไม่ควรทานไข่เกินสัปดาห์ละ 3 ฟอง แต่จากการวิจัยในระยะหลัง ๆ พบว่า คลอเรสเตอรอลที่มีในไข่มีผลต่อคลอเรสเตอรอลในเลือดน้อยมาก ดังนั้นจึงเริ่มมีการรณรงค์ให้ทานไข่กันมากขึ้น และเพิ่มคำแนะนำให้ทานไข่วันละหนึ่งฟอง คำแนะนำใหม่นี้ใช้ได้จริงหรือไม่ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย หรือเป็นเพียงคำโฆษณา


คุณค่าทางโภชนาการ


ไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสารอาหารหลายชนิดอยู่ภายในไข่ ในไข่ขาวจะมีโปรตีนสูงและเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพสูงคือ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential aminoacid) ส่วนในไข่แดงจะมีสารอาหารหลายชนิดได้แก่ โปรตีน ไขมัน วิตามันและแร่ธาตุ


ไขมันในไข่แดงส่วนใหญ่จะเป็นไขมันไม่อิ่มตัว รวมถึง omega-3 ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีคุณค่าเหมือนไขมันในปลาแซลมอนและปลาทะเล ส่วนคลอเรสเตอรอลจะมีเฉพาะในไข่แดง ไม่มีในไข่ขาว


สารอาหารอื่นได้แก่ ธาตุเหล็ก โฟลิก (Folic acid) ไรโบเฟลวิน (Riboflavin) โคลีน (choline) วิตามินเอ บี ดี และอี วิตามินที่ไม่พบในไข่คือ วิตามินซี


ธาตุเหล็กในไข่ มีคุณค่าเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ แต่เคี้ยวง่ายไม่เหนียวเหมือนเนื้อสัตว์ จึงเหมาะสมกับเด็กทารก และคนสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องฟัน
โฟลิก เป็นสารที่ป้องกันเลือดจาง และป้องกันความพิการแต่กำเนิด มีความจำเป็นในหญิงที่ตั้งครรภ์
โคลีน (choline) เป็นสารที่ช่วยเสริมสร้างความจำ (Cognitive function) ช่วยพัฒนาการในเด็กที่กำลังเติบโต


จะเห็นได้ว่าไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่ามาก ให้สารอาหารที่เกือบครบถ้วน ในขณะที่ราคาถูกกว่าอาหารอื่น ๆ ที่มีคุณค่าทางอาหารเท่ากัน สามารถทำเป็นอาหารได้หลายชนิด


ไข่กับคลอเรสเตอรอลและโรคหัวใจขาดเลือด


ในวงการแพทย์มีความกังวลในคลอเรสเตอรอลที่มีอยู่ในไข่ที่อาจจะเป็นต้นเหตุของไขมันในเลือดสูง ซึ่งจะก่อปัญหาให้กับอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด แต่ในงานวิจัยที่พบภายหลัง พบว่าคลอเรสเตอรอลในไข่มีผลทำให้คลอเรสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นความกลัวคลอเรสเตอรอลในไข่เริ่มลดลง โดยสมาคมหัวใจของสหรัฐอเมริกา (American Heart Association หรือ AHA) ได้เปลี่ยนคำแนะนำในการทานไข่ ซึ่งจากเดิมไม่ควรเกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ เป็นวันละไม่เกินหนึ่งฟอง


ไข่วันละฟองทานได้หรือไม่


ในคนทั่วไป การทานไข่วันละฟองถือว่าไม่มากเกินไป โดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต และในผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องฟันที่ไม่สามารถทานอาหารโปรตีนอื่นได้ แนะนำให้ทานไข่เป็นแหล่งของโปรตีนแทนเนื้อสัตว์ ในคนสูงอายุถ้ามีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูง ในบางมื้ออาจหลีกเลี่ยงการทานไข่แดง ทานเฉพาะไข่ขาวเท่านั้น คนที่ไม่ควรทานไข่มากเกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์คือ คนที่มีไขมันในเลือดสูง และจำเป็นต้องควบคุมไขมันในเลือด ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ ก็คงต้องดทานเพื่อไม่ให้เกิดอาการแพ้


ประเทศไทยเป็นประเทศที่โชคดี มีการผลิตไข่ที่สามารถทานได้ตลอดปี และมีแหล่งผลิตที่ดีและสะอาดราคาไม่แพง ดังนั้นเราจึงควรเลือกทานอาหารโปรตีนที่มาจากไข่มากกว่าการเลือกทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ซึ่งคุณค่าทางอาหารสู้ไข่ไม่ได้

Monday, August 6, 2007

4 อาหารเลวที่ดีต่อร่างกายของคุณ


ถ้าคุณได้ชื่อว่าเป็นพวกที่ทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ละก็ เชื่อว่าคุณคงกำลังหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกเนย นม และชีสอยู่แน่ แต่รู้ไหมว่าอาหารที่ได้ชื่อว่าเลวร้ายนั้น อันที่จริงมันก็มีสารอาหารบางอย่างที่สำคัญอยู่ และคุณจะได้คุณจากมันมากกว่าโทษ หากรู้จักกินแบบ "มีลิมิต" นั่นคือ

ชีส

แน่นอนชีสอุดมด้วยไขมันและแคลอรี แต่ในขณะเดียวกันมันยังเป็นแหล่งสำคัญของแคลเซียม รวมทั้งกรดไลโนเลอิกโมเลกุลคู่ ซึ่งเป็นไขมันประเภทดี ทำให้คุณลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน กรดชนิดนี้ยังช่วยในการลดน้ำหนักด้วยการไปสกัดกั้นการกักเก็บไขมันในร่างกายเลือกชีสชนิด Strong-flavored เช่น เฟต้าชีส บลูชีส และชีสพาร์เมซานสด (ไม่ขูด) ซึ่งคุณจะใช้ในปริมาณน้อยหากนำไปปรุงอาหารเลี่ยงชีสประเภทไขมันต่ำ เพราะชีสพวกนี้มีไขมันเพียง 6 กรัมต่อออนซ์ เมื่อนำไปปรุงอาหารแล้วจะไม่ได้รสชาติ เราจึงโน้มเอียงที่จะอนุญาตให้ตัวเองกินมันมากขึ้น เช่นเดียวกับชีสไม่มีไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรส

ช็อกโกแลต

ลืมไปเลยที่ว่าช็อกโกแลตเป็นสาเหตุของสิว และไมเกรน ที่จริงมันมีส่วนผสมบางอย่างที่ต่อต้านการเกิดมะเร็ง และโรคหัวใจเช่นเดียวกับในผักและผลไม้ เว้นแต่ว่ามีไขมันสูงกว่าเท่านั้น แต่ถ้าหากคุณมองหาช็อกโกแลตในตอนที่หดหู่นั่นก็ถูกต้อง เพราะมันจะเพิ่มสารชีโรโตนินในสมอง ทำให้อารมณ์ดีขึ้นเลือก
ดาร์กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตยิ่งเยอะก็หมายความว่าใส่โกโก้บัตเตอร์ซึ่งอุดมด้วยไขมันน้อยลงเลี่ยงช็อกโกแลตที่ผสมคาราเมล มาร์ชแมลโลว และไขมันที่ทำให้อ้วนอื่น ๆ

เนื้อวัว

พักการทานไก่ย่างชั่วคราวแล้วหันมากินสเต็กสักชิ้นเนื้อวัวเป็นแหล่งดีเลิศของโปรตีน และสารอาหารที่ผู้หญิงมักได้รับจากอย่างอื่นไม่เพียงพอ เช่น เหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12เลือกเนื้อท่อนโคนขา หรือเนื้อสะโพก ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อที่มีเนื้อมากกว่ามัน เพราะจะมีไขมันอิ่มตัวเพียง 4.5 กรัมหรือน้อยกว่า ต่อเนื้อน้ำหนัก 3 ออนซ์ ปรุงแบบหมุนย่าง ซึ่งจะทำให้เราเหลือเนื้อที่ในจานสำหรับใส่ผักได้มากขึ้นเลี่ยงเนื้อซี่โครงและทีโบนชั้นเลิศ เพราะมีไขมันและแคลอรีมากเป็นเท่าตัวของส่วนอื่น ๆ

กาแฟ

ไม่จำเป็นต้องงดดื่มกาแฟ การวิจัยเร็ว ๆ นี้ปฏิเสธว่า กาแฟไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจ เนื้อเยื่อในหน้าอกผิดปกติ หรือความดันโลหิตสูง หากแต่คาเฟอีนช่วยบรรเทาอาการแพ้ ทำให้คุณกระฉับกระเฉงและสมาธิดีขึ้นเลือกกำหนดตัวเองให้ดื่มกาแฟไม่เกิน 2 - 3 แก้วต่อวัน และอย่าใส่ครีมกับน้ำตาลให้มากนักเลี่ยงกาแฟแก้วใหญ่พิเศษ ที่อุดมไปด้วยครีม น้ำตาล น้ำแร่ และวิปครีม ซึ่งให้แคลอรีมากถึง 300 แคลอรี

ถ้าทำได้ตามนี้ ก็รับประกันว่าจะได้ความอร่อยที่ไม่เป็นโทษแน่ ๆ

ที่มา: http://www.horapa.com/content.php?Category=Healthy&No=252

คีรีธารา...ฮาราคีรีที่เมืองกาญจน์


พอดีเมื่อวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ต้องไปรับแฟนที่ บ้านโป่ง จ.ราชบุรี แล้วก็เลยไปขับรถเล่นแถวเมือง กาญจน์ ขากลับแวะกินข้าวที่
คีรีธารา ใกล้ใกล้กับสะพานข้ามแม่น้ำแคว เพราะน้องชายเคยแวะมาดูตลาดที่เมืองกาญจน์แล้วบอกว่าร้านนี้เริ่ด พอเดินเข้าไปในร้าน บรรยากาศ ก็เริ่ดจริงๆ คีรีธาราการจัดแต่งแนวบาหลีมองดูเหมือนเป็นโรงแรมเลยครับ มีโซนที่นั่งไกล้ๆน้ำติดกับแม่นำแควเห็นโรงแรม Felix อยู่ฝั่งตรงข้าม ถ้าใครมาแนะนำให้นั่งที่ติดแม่น้ำครับ บรรยากาศโรแมนติกมากมาก

ลองเปิดเมนูดูสำรวจรายชื่ออาหารว่ามีอะไรน่าสนใจมั่ง เห็นราคาอาหารแล้วบอกได้เลยว่าร้านนี้ไม่แพง อย่างเช่น ยำตำลึงกรอบ 65 บาท แกงเผ็ดเป็ดย่าง 90 บาท เขียวหวานผัดแห้งห่อไข่ 100 บาท ผัดเผ็ดปลาคัง 120 บาท พล่ากุ้งคะน้ากรอบ 85 บาท เลยลองสั่งอาหารไปสามอย่างก่อน มีแกงเผ็ดเป็ดย่าง ยำตำลึงกรอบ แกงส้มชะอมไข่กุ้งสด อ้อแล้วข้าวเปล่าอีกโถนึง

รอไม่นาน จานแรกก็มาเป็น แกงส้มชะอมไข่กุ้งสด หน้าตาดูดีเชียว ที่หน้าแปลกคือแกงส้มชะอมร้านนี้ใส่มะเขือเทศมาด้วย ในชามก็มี กุ้งสด ชะอมไข่ทอด ( ก็แกงส้มชะอมไข่กุ้งสด นิ่) หน้าตาผ่าน ขั้นต่อไปต้องลองว่าอร่อยมั๊ย ลองซดนำแกงคำแรก เอ๊ะ! ทำไมแกงส้มรสแปลกๆ แกงส้มควรจะออกเปรี้ยวนำนี่นาแต่ร้านนี้หวานนำ OK ไม่ว่ากัน สูตรใครสูตรมัน แต่โดยรวมแล้วใช้ได้ อร่อยดีสักพักจานที่สองก็มาเป็น ยำตำลึงกรอบ สองจานนี้ไช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็มาเสิร์ฟแล้ว เร็วดีแฮะ ยำตำลึงกรอบของที่นี่เขาเอาใบตำลึงไปชุบแป้งทอดแล้วเสิร์ฟกับน้ำจิ้มหน้าตากับรสชาดเหมือนน้ำจิ้มที่กินกับข้าวตังหน้าตั้ง แต่ออกเผ็ดกว่า รสชาดอร่อยที่เดียวสำหรับจานนี้ ใบตำลึงกรอบกรุบไม่อมน้ำมัน น้ำจิ้มก็รสชาดกลมกล่อมมีกลิ่นถั่วหอมหอมแทรกอยู่นิดนิด

เสร็จไปสองอย่างเหลือแกงเผ็ดเป็ดย่างอีกอย่างนึง รอไป 20 นาที เอ มัยยังไม่มาวะ หรือ ถอนขนเป็ดอยู่ เห็นจะไม่ดีซะแล้ว แฟนผมก็เลยถามน้องบริกรว่าช่วยตาม แกงเผ็ดเป็ดย่างให้ด้วย หายไปซักพักน้องคนเดิมก็กลับมาด้วยคำตอบที่น่าฟังมากที่สุดในโลก "แกงเป็ดหมดค่ะ" เฮะ ! แล้วให้รอทำไมตั้ง 20 นาที แทนที่จะมาบอกแต่เนิ่น ๆ ฝนก็กำลังจะตกใส่หัว ดีแตกซะแล้วคีรีธารา เป็ดไม่ได้กิน กินปลาละกัน เลยสั่งปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียมมาลอง เอาอีกแล้ว รอเกือบ 15 นาทีกว่าปลาจะมาแล้วรสชาดก็เฉยๆมาก ปลาเหนียวไม่กรอบ กระเทียมก็เหนียว ไม่ประทับใจเลยจานนี้ สู้สองจานแรกไม่ได้

เช็คบิลออกมา 460 บาทรวมน้ำกับน้ำแข็งแล้ว ไม่แพงเกินไปแต่เสียอารมณ์ที่มาดีแตกตอนท้ายซะนี่ ถ้าร้านอาหารไม่สามาถคงมาตรฐานไว้ได้และ operation ในร้านจัดกากรไม่ดี ปัญหาใหญ่นะเนี่ย ผู้บริหารควนปรับปรุงบางส่วนของ operation ในร้านซะนะครับไม่งั้น คีรีธารา ควรไปทำฮาราคีรีซะดีกว่าข้อหาไม่สามารถคงมาตรฐานไว้ได้

Sunday, August 5, 2007


ปลา ” ไม่ใช่เพียงแค่กินแล้วฉลาด แต่หากกินปลาอย่างฉลาด โดยการย่างหรือนึ่งจะช่วยป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งหากไม่ป้องกัน ดูแล มีโอกาสเสี่ยงสูงในการทำให้เส้นเลือดในสมองอุดตัน และกลายเป็นอัมพาตในที่สุด

ศ . นพ . เกียรติชัย ภูริปัญโญ อายุรแพทย์โรคหัวใจ สถาบันหัวใจเพอร์เฟคฮาร์ท - ปิยะเวท กล่าวว่า หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด Atrial Fibrilllation ถือเป็นโรคหัวใจชนิดหนึ่ง สาเหตุเกิดมาจากมีจุด หรือ ตำแหน่งบางตำแหน่งในหัวใจที่กำเนิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติ หรือมีจุดวงจรลัดไฟฟ้าเล็กๆ ภายในหัวใจทำให้การหดตัวของหัวใจช่องบนผิดปกติ มีผลให้การหมุนเวียนของเลือดที่สูบฉีดในหัวใจติดขัด ทำให้เลือดค้าง และเกิดลิ่มเลือดขึ้นในตำแหน่งช่องบนของหัวใจ ซึ่งลิ่มเลือดนี้มีโอกาสที่จะหลุดจากหัวใจไปตามอวัยวะต่างๆ ขอร่างกาย แต่ส่วนใหญ่จะไปที่สมอง และทำให้เส้นเลือดในสมองอุดตัน และกลายเป็นอัมพาตในที่สุด

ผลที่ได้จากการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมอายุรแพทย์หัวใจในอเมริกา (American Heart Association) ยังแนะนำด้วยว่า การรับประทานปลาทูน่า หรือปลาอื่นๆ ที่ผ่านกระบวนการย่างหรือนึ่งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะตั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ โดยเฉพาะในกลุ่มทั้งหญิงและชายที่สูงอายุ นอกจากนั้น ยังช่วยในเรื่องของการลดความดันโลหิตด้วย อย่างไรก็ตามหากรับประทานปลาแต่เป็นปลาทอดจะไม่ช่วยลดความเสี่ยงนี้แต่อย่างใด ศ . นพ . เกียรติชัย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า อาหารหรือยาบางชนิดมีผลต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่ แอลกอฮอล์ คาเฟอีน ( กาแฟ / ชา ) บุหรี่ ยากระตุ้น ที่มีสารคาเฟอีน ยาแก้ปวดบางชนิด นอกจากนั้นอาจมีปัจจัยภายนอกอีกหลายประการ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน การนอนหลับพักผ่อนไม่พอ ความเครียดการออกกำลังกายมากเกินไป

อย่างไรก็ตามในกรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากมีจุดลัดวงจรไฟฟ้า ปัจจุบันมีวิธีรักษาให้หายขาดได้ถึงร้อยละ 90-95 การรักษาโดยจี้ด้วยคลื่นไฟฟ้าผ่านสายสวนหัวใจ การรักษาดังกล่าวใช้วิธีการเจาะหลอดเลือดบริเวณต้นขา สอดสายสวนหัวใจเข้าไปหาตำแหน่งของทางลัดวงจรไฟฟ้าในหัวใจ เมื่อหาตำแหน่งได้แล้วก็ผ่านกระแสไฟฟ้าความถี่สูงเท่าคลื่นวิทยุผ่านสายสวนหัวใจไปยังตำแหน่งดังกล่าวกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ นั้น จะถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานความร้อน และทำให้อุณหภูมิที่ปลายสายสวนหัวใจเพิ่มขึ้นจาก 37 องศา เป็น 55 องศา หรือเท่ากับน้ำอุ่นๆ ทำให้ทางลัดวงจรไฟฟ้าดังกล่าวถูกทำลายไป ปัจจุบันการรักษาโดยวิธีจี้ด้วยคลื่นไฟฟ้านี้ ทำให้คนไข้ประมาณร้อยละ 90-95 หายขาดจากโรคหัวใจ

ที่มา:http://www.thainhf.org/foodandwater/detail4.asp

Thursday, July 26, 2007

ชา กาแฟ ผลเสียผลดี ต่อสุขภาพ

น้ำชา กาแฟ ซึ่งเป็นแฟชั่นในการรับรองแขกตามสำนักงาน เราสังเกตเห็นตามร้านค้าจะมีคนนั่งจับกลุ่มคุยกัน จิบกาแฟไปพลางด้วยคุณสมบัติอันหอมกรุ่น รสชาติที่ขมแต่อร่อย และมีประสิทธิภาพช่วยสร้างความสดชื่นให้ผู้ดื่มได้ ทำให้น้ำชา กาแฟเป็น เครื่องดื่มสากลนานาชาติ แต่ทางการแพทย์พบว่า เครื่องดื่มประเภทน้ำชากาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์เพราะสารคาเฟอีน ใน ชา กาแฟมีผลเสพติดอ่อนๆคือดื่มแล้วจะติด พอเวลาไม่ได้ดื่มจะหงุดหงิด มือสั่น ใจสั่น สารคาเฟอีนนี้มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ซึ่งนอกจากนี้ยังเป็นส่วนผสมของยาประเภท ลดไข้บรรเทาปวดอีกด้วย ผู้ที่ได้รับคาเฟอีนมากเท่าไร ผลร้ายที่มีต่อร่างกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย จะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ แล้วกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่นสมอง หัวใจ ตับ ปอด กล้ามเนื้อต่างๆ และระบบประสาทส่วนกลาง ร่างกายจะใช้เวลากว่า 48 ชั่วโมง ในการสลายคาเฟอีน ถ้าร่างกายได้รับ คาเฟอีนจำนวนสูงประมาณ 3,000 - 10,000 มิลลิกรัม จะทำให้ตายในระยะอันสั้นได้

ถ้าเราดื่มกาแฟประมาณ 1/2 - 2 1/2 ถ้วย (50 - 200 มิลลิกรัม) ลดความเมื่อยล้าได้ประมาณครึ่งวัน หรือดื่มกาแฟขนาด 3 - 7 ถ้วย (200 - 500 มิลลิกรัม) ทำให้มือสั่น กระวนกระวายโกรธง่าย และปวดศรีษะ มีผลต่อหัวใจและเส้นเลือดคลายตัวหรือบีบรัดมากขึ้นเป็นบางแห่ง กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ อาจเพิ่มลดอัตราการเต้นของหัวใจ อันตรายต่อผู้ป่วยที่ดื่มกาแฟมากๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นหย่อมๆ คาเฟอีนมีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ไตรกลีเซอร์ไรด์สูงกรดไขมันอิสระสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีไขมัน ในเลือดสูง ฤทธิ์ของคาเฟอีนเพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะ จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตไม่ทำงาน

ผู้ที่ดื่มกาแฟ น้ำชา หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ รวมถึงการใช้ยาที่มีคาแฟอีนผสมอยู่รวมถึงการใช้ยาคาเฟอีนจนติดเป็นนิสัย จึงมีระดับคงทนต่อฤทธิ์คาเฟอีนสูงขึ้น โดยที่คาเฟอีนจะมีฤทธิ์ต่อร่างกายน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการของประสาทตื่นตัว ปวดศีรษะ และปวดกระเพาะ ความทนทานนี้จะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น การหยุดดื่มกาแฟจะมีผลทำให้ปวดศีรษะ กระวนกระวายโกรธง่าย และไม่สนใจ สิ่งแวดล้อม
สำหรับสตรีมีครรภ์นั้นไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ โดยเด็ดขาด ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคนเราควรได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับประมาณ 2 ถ้วย ( คือ กาแฟ 1 ถ้วย ใส่ผงกาแฟสำเร็จรูป 2 ช้อนชา น้ำประมาณ 1 ถ้วย)

เวลาที่เหมาะสมจะดื่มชากาแฟนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน บางคนดื่มตอนเช้าเพื่อให้ลำไส้กระปรี้กระเปร่า ถ่ายสะดวก แต่จะทำให้หิวเร็วกว่าปกติ เพราะกาแฟจะกระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยเพราะฉะนั้นไม่ควรดื่มกาแฟแทนอาหารเช้า และ หันมาดื่มนมแทนจะดีกว่า ถ้าคนที่นอนหลับยาก หรือมีภาระกิจต้องตื่นแต่เช้า ก็ไม่ควรดื่มกาแฟหลังอาหารเย็นวันนั้น

จะเห็นว่ากาแฟนั้นมีทั้งผลดีผลร้ายกับร่างกาย ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในข่ายต้องห้าม ก็อาจดื่มเป็นประจำทุกวันได้ แต่ต้องกำจัด ปริมาณให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม


ที่มา: http://www.ku.ac.th/e-magazine/november44/know/tea.html

Wednesday, July 25, 2007

อาหารลดน้ำหนัก

ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน เป็นบ่อเกิดของโรคต่าง ๆ ที่ตามมาคือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคข้อเข่าอักเสบ โรคหัวใจขาดเลือด และภาวะไขมันในเลือดสูง ฯลฯ เราจะทราบว่าน้ำหนักตัวเกิน สามารถคำนวณได้ดังนี้

1. การใช้ดัชนีมวลกาย (BMI, Body mass index)
สูตร = น้ำหนักตัวปัจจุบัน (กิโลกรัม)
ความสูง (เมตร)2
ค่าที่ได้ของชาวเอเชียคือ ไม่ควรต่ำกว่าหรือเกิน 18.5 - 22.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร
ถ้าค่าที่ได้ 23-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร แสดงว่ามีน้ำหนักตัวเกิน
ถ้าค่าที่ได้ > 25 กิโลกรัม/ตารางเมตร ก็จะเป็นโรคอ้วน


2. พิจารณาจากตารางการเปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวของคนไทยเพศเดียวกัน ของกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แต่ถ้าไม่มีตารางเปรียบเทียบ ก็สามารถคำนวณหาน้ำหนักตัวได้จากวิธีง่าย ๆ ตามข้อ 3

3. การใช้วิธีแบบง่าย ๆ
หญิง = ความสูงเป็นเซนติเมตร - 100 - (10% ของผลลบ)
ชาย = ความสูงเป็นเซนติเมตร - 100 หรือ
หญิง = ความสูง (เซนติเมตร) - 100 x 0.8
ชาย = ความสูง (เซนติเมตร) - 100 x 0.9
น้ำหนักที่คำนวณได้คือ น้ำหนักตัวมาตรฐาน (Ideal body weight) เป็นกิโลกรัม
การลดน้ำหนักต้องมีความตั้งใจอย่างจริงจังและทำด้วยความจริงใจ ไม่มีความกังวลหรือฝืนใจ พยายามฝึกให้เป็นนิสัยที่ต้องทำทุกวัน

ข้อเสนอแนะในการลดน้ำหนักคือ
1. ลดพลังงานที่ควรจะได้ต่อวัน โดยพลังงานที่แนะนำคือ
หญิง = 20 กิโลแคลอรี x น้ำหนัก (IBW) = พลังงานที่ควรได้/วัน
ชาย = 25 กิโลแคลอรี x น้ำหนัก (IBW) = พลังงานที่ควรได้/วัน
หรือลดปริมาณพลังงานที่ควรได้จากตารางของกรมอนามัยอีกร้อยละ 10-20 ของพลังงานที่ต้องได้ต่อวัน
การลดน้ำหนักต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ลดอย่างเร็ว เพื่อให้ร่างกายปรับตัว สัปดาห์ละ 1/2 - 1 กิโลกรัม ถ้าต้องการลดอย่างรวดเร็วและมาก ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เช่น การลดน้ำหนักในเด็ก


2. กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ ห้ามงดมื้อใดมื้อหนึ่ง และอาหารต้องประกอบด้วยอาหาร 5 หมู่ ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวแป้งและเผือก มัน น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ผลไม้ ผักใบเขียว-ขาวทุกชนิด ไขมันจากพืชและสัตว์ เป็นต้น ดูรายละเอียด

1. เนื้อสัตว์ ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไม่มีหนัง และปลา การปรุงประกอบควรใช้การอบ ย่าง นึ่ง ไม่ควรทอดในน้ำมันมาก สำหรับเด็กความต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อการเจริญเติบโตควรให้มากกว่าผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 20-25 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน ผู้ใหญ่ควรได้ร้อยละ 15-20 ของพลังงานที่ต้องได้ต่อวัน
นม : ควรเป็นนมสดจืดพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย จะมีปริมาณไขมันน้อยกว่านมพร้อมดื่ม และไม่ควรดื่มนมปรุงแต่งรส ซึ่งจะมีน้ำตาลเพิ่มขึ้น เด็กควรดื่มวันละ 2-3 กล่อง ผู้ใหญ่ควรดื่มนมขาดมันเนยวันละ 1-2 กล่อง
ไข่ : เด็กควรกินวันละ 1 ฟอง ผู้ใหญ่ที่มีปัญหาคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ควรกินสัปดาห์ละ 2-3 ฟอง หรืองดกินไข่แดง ควรปรุงประกอบด้วยวิธีนึ่ง ต้ม หรือตุ๋น ไม่ควรทอดในน้ำมัน
ถั่วเมล็ดแห้ง : ควรกินสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง นอกจากโปรตีนที่ได้แล้ว ถั่วเมล็ดแห้งยังมีใยอาหารที่ดีที่ช่วยในการขับถ่าย ถั่วเมล็ดแห้งยังให้ไขมันที่ดี เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันถั่วลิสง เป็นต้น


2. ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว แป้ง ควรกินข้าวซ้อมมือ ขนมปังโอลวีทและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในวันหนึ่งควรได้ร้อยละ 45-50 ของพลังงานต่อวัน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากข้าวแป้งนี้จะให้พลังงานในรูปของน้ำตาลแก่ร่างกาย ถ้ากินมากเกินไปก็เก็บสะสมไว้ในร่างกาย ทำให้มีปัญหาน้ำหนักตัวมากขึ้น ควรลดการกินน้ำตาลทราย เพราะน้ำตาลจะให้พลังงานอย่างเดียวโดยไม่ให้สารอาหารตัวอื่น ๆ เลย ถ้ากินมากก็จะทำให้อ้วนได้เช่นกัน ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์ยังให้ใยอาหารแก่ร่างกายอีกด้วย

3. ผลไม้ ผลไม้ให้สารคาร์โบไฮเดรตแก่ร่างกาย เช่นเดียวกับข้าว แป้ง ควรกินผลไม้รสไม่หวานจัดแทนขนมหวานทุกมื้อ เช่น ส้ม ชมพู่ มะละกอ แตงโม ฝรั่ง สับปะรด ฯลฯ ผลไม้มีวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งช่วยในการควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นไปอย่างปกติ ผลไม้ยังมีใยอาหารมากเช่นกัน ควรกินผลไม้สดทั้งผล หลีกเลี้ยงการกินผลไม้กระป๋อง หรือน้ำผลไม้คั้น เพราะเป็นการโยนใยอาหารทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย และการคั้นน้ำผลไม้ต้องใช้จำนวนผลไม้มากกว่า ซึ่งน้ำตาลผลไม้ถ้ากินมากก็สะสมเป็นน้ำตาลในร่างกายได้ ผลไม้ควรได้ร้อยละ 10-15 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน
ผักใบเขียว-ขาว ควรกินให้มากทุกมื้อและทุกวัน ผักให้วิตามินและเกลือแร่ เช่นเดียวกับผลไม้ พร้อมทั้งใยอาหารที่ดีด้วย ผักที่มีสีแดง แสด เช่น แครอท ฟักทอง มะเขือเทศ ฯลฯ ควรได้กินสลับกับผักใบเขียว-ขาว
ใยอาหาร : คือผนังของพืชที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ ใยอาหารได้จากผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ฯลฯ มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักด้วย ใยอาหารใช้เวลาอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นเวลานานและดูดน้ำ ทำให้ใยอาหารเกิดการพองตัว ทำให้ไม่เกิดอาการหิวบ่อย ใยอาหารยังดูดซับไขมันและน้ำตาลบางส่วน และสารพิษต่าง ๆ พร้อมจะถูกขับออกจากร่างได้เช่นกัน ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ กระเพาะอาหาร และริดสีดวงทวารด้วย
4. ไขมันจากพืชและสัตว์ ซึ่งให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรีต่อไขมัน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรตจากข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้พลังงานเพียง 4 กิโลแคลอรีเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ ได้แก่ น้ำมันหมู จากหนังสัตว์ซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง กะทิและน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันจากพืชก็จริงแต่มีกรดไขมันชนิดอิ่มตัวค่อนข้างสูง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลได้ จึงควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน
ไขมันพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง รำข้าว มะกอก ทานตะวัน ถั่วลิสง ฯลฯ ถึงแม้จะให้กรดไขมันที่ดีแก่ร่างกายแต่ก็ยังมีพลังงานสูง การลดน้ำหนักควรลดปริมาณไขมันออกไปให้เหลือประมาณร้อยละ 15-20 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน
การลดน้ำหนักโดยการกินอาหารมังสะวิรัตคือ การงดกินเนื้อสัตว์ ซึ่งถ้าเป็นเด็กไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง เด็กยังมีการเจริญเติบโตและต้องได้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ไข่ ปลา ควรต้องกินให้ครบทุกมื้อและทุกวัน โปรตีนที่ได้จากข้าวและผลิตภัณฑ์ผัก เป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์มีกรดอะมิโนไม่ครบถ้วน ร่างกายใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ เด็กจะไม่เจริญเติบโตตามวัยมีรูปร่างเตี้ยเล็กได้ ในผู้ใหญ่ยังต้องใช้โปรตีนจากเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม เพื่อใช้ในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายด้วยเช่นกัน ความต้องการอาหารเหล่านี้อาจจะน้อยลง
5. ออกกำลังกายทุกวัน ๆ ละ 1/2-1 ชั่วโมง การเลือกวิธีออกกำลังกายควรให้เหมาะสมกับสภาวะของร่างกาย รวมทั้งพยาธิสภาพที่ตนมีอยู่ ควรมีการปรึกษาแพทย์และนักภายภาพบำบัดเพื่อการออกกำลังกายที่ถูกต้อง


สรุปข้อแนะนำในการลดน้ำหนัก
1. ลดน้ำหนักทีละน้อย สัปดาห์ละ 1/2-1 กิโลกรัม
2. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ไม่ขาดหมู่ใดหมู่หนึ่ง
3. กินอาหารให้ครบทุกมื้อและลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง
4. งดอาหารขบเคี้ยวทุกชนิดและอาหารว่างระหว่างมื้อ
5. งดขนมหวาน น้ำหวาน น้ำอัดลม อาหารขยะทุกชนิด
6. งดอาหารทอดที่มีไขมันสูง เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ฯลฯ
7. งดการใช้น้ำตาลในการปรุงอาหาร
8. งดเนื้อสัตว์ติดมัน และหนังสัตว์ ใช้เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ (Lean meat) ปลา ฯลฯ
9. กินผลไม้ที่มีรสหวานไม่จัด และกินผลไม้ทั้งผล งดการกินน้ำผลไม้คั้น ผลไม้กระป๋อง
10. กินผักใบเขียว-ขาว และผักอื่น ๆ ทุกมื้อ และหลากหลายชนิดใน 1 วัน
11. ตักข้าวตามจำนวนที่ต้องกินครั้งเดียว ไม่ตักเพิ่มอีก
12. กินอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียดประมาณคำละ 10 ครั้ง
13. กินอาหารพออิ่ม ไม่เสียดายอาหารที่เหลือ
14. ออกกำลังกายให้เพียงพอและสม่ำเสมอทุกวัน


ที่มา: http://www.ku.ac.th/e-magazine/september47/know/food.html

อาหารเช้าแบบราชา อาหารเย็นแบบยาจก ตำรับสุขภาพดีที่คนไทยต้องใส่ใจ

นอนดึก ... ตื่นแต่เช้า .... รีบไปทำงานเพราะกลัวรถติด เหล่านี้คือพฤติกรรมของคนไทยยุคใหม่ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองซึ่งเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและรีบร้อน จากสภาพดังกล่าว ทำให้ผู้คนจำนวนมากละเลยในการรับประทานอาหารเช้า ซึ่งถือเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของวัน ขณะที่มีอีกไม่น้อยที่ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานมื้อเช้าใหม่ด้วยการดื่มกาแฟเพียงแค่ถ้วยเดียว โดยไม่รู้ว่า อาหารเช้านั้นมีผลดีต่อสุขภาพอย่างไร

น . พ . สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ( มสช . ) ให้ข้อมูลว่า อาหารและน้ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและนับว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากที่สุด ดังประเทศตะวันตกมีคำกล่าวว่า “You are what you eat.” ซึ่งเป็นคำที่ทำให้เราเห็นภาพความสำคัญของอาหารอย่างชัดเจน ส่วนภูมิปัญญาตะวันออก ก็เน้นความสมดุลของธาตุอาหารเพื่อสร้างความสมดุลในร่างกาย แต่ในสภาพสังคมปัจจุบัน วิถีการบริโภค อาหารและน้ำของคนไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารมื้อเช้าซึ่งเป็นอาหารมื้อสำคัญที่สุดของวันได้เปลี่ยนแปลงไป หลายคนไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า บางคนทานเพียงแค่อาหารว่างเพื่อประทังความหิวก่อนอาหารมื้อเที่ยง และมีแนวโน้มว่าจะรวมไปถึงเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อระดับสติปัญญาของประเทศในอนาคต “ ขณะนี้ทางมูลนิธิฯ ได้จัดกิจกรรมตอนเช้าคุณทานอะไร ? เพื่อรวบรวมภาพถ่ายอาหารมื้อเช้าของคนไทยมาวิเคราะห์ถึงสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและนำเสนอรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถส่งภาพถ่าย พร้อมเขียนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เพศ อายุ อาชีพ น้ำหนักและส่วนสูงปัจจุบัน ส่งมาที่มูลนิธิ 1168 ซอยพหลโยธิน 22 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 ( วงเล็บมุมซองว่า กิจกรรมภายถ่ายอาหารเช้า ) หรือ ส่งมาที่ www.thainhf.org ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เมษายน โดย 3,000 ท่านแรก รับของที่ระลึกจากโครงการฯ และลุ้นรับรางวัลพิเศษ กล้องดิจิตอลจำนวน 3 รางวัล สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 0-25113452” น . พ . สมศักดิ์เชิญชวน

ด้าน วัลภา ไก่แก้ว นักโภชนาการ โรงพยาบาล BNH อธิบายให้ฟังว่า ตามหลักโภชนาการแล้วอาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะตลอดทั้งวันเราต้องใช้พลังงานในการทำงาน แม้กระทั่งนั่งเรียนหนังสือในชั้นเรียน ทั้งนี้ คนที่รับประทานอาหารเช้าสม่ำเสมอมักจะเป็นคนอารมณ์ดี มีใบหน้าสดชื่นแจ่มใส สำหรับคนที่ไม่ได้กินข้าวเช้าจะรู้สึกว่าง่วงนอน รู้สึกอ่อนเพลีย รู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าเท่าที่ควร จะเกิดความรู้สึกว่าเรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือไม่มีความสุขกับการทำงาน นอกจากนี้ การที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้าติดต่อกันนานวันเข้าประกอบกับมีอายุมากขึ้นอาจมีปัญหาน้ำตาลในเลือด ส่งผลให้เกิดโรคเบาหวานและโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ตามมา นอกจากนั้น ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ไม่รับประทานข้าวเช้าก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยมารับประทานมื้อกลางวันมื้อเย็นทดแทนให้มากขึ้นคงไม่เป็นอะไร หากใครคิดและรับประทานแบบนี้ มักจะมีปัญหาเรื่องอ้วนตามมาภายหลัง เนื่องจากอาหารที่รับประทานนั้นใช้ไม่หมด “ คนรุ่นใหม่มักจะอ้างว่าไม่มีเวลา กินกาแฟมื้อเช้าเพื่อรองท้องก่อนกินอาหารกลางวันในมื้อเที่ยง อยากแนะนำระหว่างที่ดื่มกาแฟขอให้มีแซนด์วิชสักชิ้น เพราะแซนด์วิชยังมีส่วนประกอบของไขมัน แป้ง โปรตีน ผัก ส่วนมื้อกลางวันอาจกินข้าวผัดผักกับปลาทอด ขณะที่มื้อเย็นควรเป็นมื้อเบาเพราะร่างกายใช้พลังงานน้อย อาจเป็นก๋วยเตี๋ยวซักชามก็เพียงพอแล้ว หากใครกินมื้อกลางวันและเย็นเป็นอาหารหนัก ประเภทข้าว มีสิทธิอ้วน ” วัลภา บอกด้วยว่า อยากให้ทุกคนท่องไว้ในใจว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดที่มาหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้น ควรรับประทานอาหารเช้าแบบราชา อาหารกลางวันพอประมาณ และอาหารเย็นแบบยาจก แล้วหลีกเลี่ยงอาหารไขมันและของหวาน แล้วอย่าลืมออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30-40 นาที หากใครปฏิบัติจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงแล้วมีอายุยืนยาว

ที่มา:http://www.thainhf.org/foodandwater/detail11.asp

วิธีการรักษาและถนอมดวงตา

วิธีการถนอมดวงตาพยายามไม่ให้เกิดอันตรายกับดวงตาของคุณ เช่น ภาวะอาการกระแทกกระทบบริเวณลูกตา ตั้งแต่เศษผงไปจนถึงก้อนอิฐ ก้อนหิน สิ่งที่อาจจะดึงเข้าสู่ตา ได้ รักษาความสะอาดไม่พยายามให้เกิดการติดเชื้อ ไม่เอามือสกปรกขยี้ตา ไม่ใช้สายตามากเกินไป ควรอ่านหนังสือในที่มีแสงสว่างเพียงพอ ให้หมั่นสังเกตความผิดปกติของดวงตาและสายตา เมื่อมีความผิดปกติในการมองควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรจะไปซื้อยาหยอดตาเองบ่อย ๆ เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อควงตาได้ เช่น โรคต้อหิน หรืออาการแพ้ยาได้ฉันควรทำอย่างในที่ทำงาน เพื่อเป็นการถนอมสายตาของฉัน ระยะห่างระหว่างจอคอมพิวเตอร์ กับดวงตาของคุณต้องอยู่ที่ประมาณ 20 - 30 นิ้วจากตาของคุณ. ถ้าระยะห่างมากหรือน้อยกว่านี้ มันสามารถจะส่งผลถึงการมองเห็นและลักษณะท่าทางการทำงาน และอย่าวางคอมพิวเตอร์ของคุณไว้ในมุมอับแสงคุณต้องมั่นใจว่าแสงไฟจะไม่สะท้อนกับหน้าจอภาพคอมพิวเตอร์ ถ้าแสงสว่างจากหน้าต่างตกกระทบโดยตรงที่บนจอภาพ ควรหมุนย้ายโต๊ะทำงานของคุณ ถ้าปรับหรือทำไม่ได้, คุณควรจะใช้ที่กรองแสงหรือม่านบังแดดเพื่อลดแสงลง ถ้าหากประสบกับแสงที่ไม่เพียงพอให้คุณปรับปริมาณความสว่างของแสงในห้องของคุณอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจาก: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วิชัย ประสาทฤทธา ผู้เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตา อาจารย์ประจำภาควิชา จักษุวิทยา รพ.รามาธิบดี

http://www.maxim.co.th